สมเด็จพระเทพฯ พระราชทาน ส.ค.ส.2561

ปรึกษาแพทย์เฉพาะทาง

กลุ่มแพทย์ศิริราขรุ่น 103
เปิด website ให้ทุกคนสามารถโพสท์ปรึกษา หารือโรคภัยไข้เจ็บได้แล้วรวม 16 สาขา:
โดยมีทีมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะ ในสาขาต่างๆเกือบ 20 ปี จำนวน 10 กว่าท่าน ที่ว่างหลังจากลงเวรตรวจ คอยให้คำปรึกษา
ไม่ต้องไปพึ่งอากู๋(เกิ้ล) ที่มีข้อมูลเยอะแตกต่าง กันจนไม่รู้จะเชื่ออันไหนดี คุณหมอตัวจริงอย่าง
น.พ.อดุลย์ชัย ธรรมาแสงเสริฐ หรือ หมอเกมส์ แพทย์เฉพาะทางด้านศัลยกรรม และศัลยกรรมตกแต่ง
เห็นวัฒนธรรมการแชร์ข้อมูลทาง การแพทย์ทางสุขภาพต่างๆในไลน์ ในเฟส ฯ ที่บิดเบือน ไม่ได้มีการ รับรองทางการแพทย์
ซึ่งแน่นอนว่า เป็นข้อมูลที่แฝงประโยชน์ทางพาณิชย์ ถูกแชร์กันในโลกโซเชียล กันมาก
ทำให้คนส่วนใหญ่เข้าใจผิด ผมกับเพื่อนเราเองร่ำเรียนมาตั้ง12ปี ความรู้ก็มีไม่น้อย และผมก็มีใจรัก
ทางจิตอาสาเป็นทุนอยู่แล้ว ก็ร่วม กับเพื่อนหมอศิริราช รุ่น103 มาตอบ คำถาม ให้ความรู้ทางการรักษาที่ถูกต้องแก่ประชาชน
โดยไม่ต้องเสียสักบาทเดียว ก็คือที่มาของชื่อเพจนั่นล่ะครับด้วยสโลแกนที่ว่า
ปรึกษาด้วยใจ..ไม่ใส่ใจค่าตอบแทน
เว็บไซต์ www.sosspecialist.com
มีคุณหมอผลัดเปลี่ยนกันมาพูดคุยกับทั้งคนไข้และญาติ แบ่งออกเป็นห้องตรวจเฉพาะทาง
ตามกลุ่มโรคทั้งหมด 16 ห้อง คือ
1. อายุรกรรม
2. ศัลยกรรม
3. โรคเด็ก
4. สูตินารีเวช
5. กระดูกและข้อ
6. กายภาพบำบัด
7. จิตเวช
8. ตา
9. ทันตกรรม
10. ผิวหนัง
11. รังสีวินิจฉัย
12. มะเร็ง
13. หู คอ จมูก
14. เภสัชกร
15. แพทย์แผนจีน
16. โภชนาการ
ถ้าสงสัยเรื่องอะไรก็เข้าไปโพสถาม
คุณหมอประจำห้องตรวจได้เลย เป็นส่วนตัวคำถามเหล่านี้ ถามกันได้ทุกเรื่องไม่ต้องเม้ม หรือหากอยากแชร์ประสบการณ์กับ
สมาชิกคนอื่นก็ไปตั้งเป็นกระทู้ใน
เว็บได้

จากเพจ:Paisal Puechmongkol 18/03/2560

จริงหรือ มส. ไม่มีสิทธิ์สึกพระ ? มุมมองของพระมหานรินทร์

จริงหรือ มส. ไม่มีสิทธิ์สึกพระ !
มุมมองของพระมหานรินทร์

เป็นคำถามและคำอธิบายจากใครไม่รู้ ที่นำเสนอทางหนังสือพิมพ์ "คมชัดลึก" แต่เชื่อว่า
น่าจะเป็น "ผู้รู้ทางสงฆ์" องค์ใดองค์หนึ่ง ซึ่งคงอยากจะอธิบาย "แทน" มหาเถรสมาคม
ในกรณีที่ใช้ ม.21 สั่งให้เจ้าอาวาสวัดพระธรรมกาย ไปดำเนินการกับพระธัมมชโย และอ้างว่า "มส. ไม่มีอำนาจสึกพระ"

ทั้งๆ ที่จริงแล้ว ผิดอย่างสิ้นเชิง !

ผิดทั้งการใช้กฎหมาย ผิดทั้งการตีความกฎหมาย หมายถึง ผิดเจตนารมณ์ของกฎหมาย มาตรา 21

คลิกอ่านรายละเอียด

เทพศาสตราวุธ

เทพศาสตราวุธ
โดย สิริอัญญา
วันเสาร์ที่ 4 มีนาคม 2560
มีคนบ่นรำพึงรำพันเกี่ยวกับการใช้อำนาจตามมาตรา 44 ของรัฐธรรมนูญชั่วคราวหลายครั้งหลายหนโดยนัยยะต่าง ๆ กัน บางคราวก็ว่าต้องไม่ใช้มาตรา 44 อย่างพร่ำเพรื่อ บางคราวก็ว่าเมื่อมีความจำเป็นก็ต้องใช้ บางคราวก็ว่าต้องไม่ใช้ในเรื่องเศรษฐกิจ และล่าสุดก็ว่าต้องไม่ใช้บ่อยเกินไป ด้วยเกรงว่าจะไม่ศักดิ์สิทธิ์
อาการเหล่านี้และการพูดเรื่องนี้ในหลายนัยเช่นนี้สะท้อนถึงความสับสนและความเข้าใจในการใช้อำนาจตามมาตรา 44 ซึ่งถึงแม้ว่าเป็นอำนาจโดยเฉพาะของหัวหน้า คสช. แต่ในความเป็นจริงก็เกี่ยวข้องอย่างสำคัญกับหน่วยงานหรือผู้รับผิดชอบของหน่วยงานที่เสนอให้มีการใช้อำนาจ และต้องใช้โดยความเห็นชอบของคณะ คสช.
ดังนั้นเพื่อประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชน เพื่อประโยชน์ในการใช้อำนาจตามมาตรา 44 ในการแก้ไขปัญหาชาติบ้านเมืองให้สำเร็จลุล่วงไปดังความปรารถนาของประชาชน ก็มีความจำเป็นที่จะต้องแสดงเรื่องนี้ให้ปรากฏไว้สักครั้งหนึ่ง
ก็ต้องบอกไว้ก่อนว่า อำนาจตามมาตรา 44 ของรัฐธรรมนูญชั่วคราวนั้นแม้ว่าจะเป็นกฎหมายที่ตราขึ้นโดยผู้ร่างรัฐธรรมนูญชั่วคราวนั้น แต่เมื่อมีพระบรมราชโองการให้ประกาศใช้รัฐธรรมนูญชั่วคราวแล้ว ก็ต้องถือว่าอำนาจตามมาตรา 44 เป็นของพระราชทาน เป็นของศักดิ์สิทธิ์ที่ต้องใช้ให้เป็นประโยชน์แก่แผ่นดิน ให้เป็นประโยชน์ในการแก้ไขปัญหาประเทศชาติเพื่อทำนุบำรุงราษฎรให้เป็นสุข
ไม่ใช่สิ่งที่เป็นสมบัติเฉพาะของใคร และไม่ใช่เรื่องที่จะใช้ตามอารมณ์ความรู้สึกหรือความเรียกร้องต้องการโดยเฉพาะของใคร ซึ่งต้องย้ำอีกครั้งหนึ่งว่าต้องใช้เพื่อประโยชน์ของแผ่นดิน เพื่อประโยชน์ในการแก้ไขปัญหาของประเทศชาติ เพื่อพิทักษ์รักษาชาติให้มั่นคง เพื่อทำนุบำรุงประชาชนให้เป็นสุข
ขอเพียงได้ใช้อำนาจตามมาตรา 44 ในลักษณะที่กล่าวนี้ ไม่ว่าจะเป็นการใช้โดยข้อเสนอของหน่วยงานใดหรือของบุคคลใด หรือแม้โดยดำริของหัวหน้า คสช. เอง ก็ต้องถือว่าเป็นการใช้อำนาจอันวิเศษ เป็นการใช้อำนาจโดยชอบ และเป็นไปตามเจตนารมณ์แห่งรัฐธรรมนูญ และเป็นไปตามจิตวิญญาณแห่งอำนาจอันได้รับพระราชทานมานั้น
อำนาจตามมาตรา 44 จึงประดุจดั่งเทพศาสตราวุธอันวิเศษ ที่จะพิทักษ์รักษาประเทศชาติให้มั่นคง ที่จะทำนุบำรุงอาณาประชาราษฎรให้เป็นสุข และเมื่อเป็นเทพศาสตราวุธอันวิเศษเช่นนี้ การรักษาไว้ การถือไว้ และการใช้เทพศาสตราวุธอันวิเศษนี้จึงต้องประกอบด้วยธรรม
เพราะเป็นธรรมดาของเทพศาสตราวุธอันวิเศษคืออำนาจเช่นนี้เป็นของคม เป็นของกล้า เป็นของหนัก และมีอานุภาพมาก จึงเป็นของร้อนที่มีอานุภาพแรงกล้า อาจสามารถหลอมเหล็กไหลให้เหลวละลายได้ในพริบตา จึงหากมิได้รักษาไว้ด้วยธรรม มิได้ถือไว้ด้วยธรรม และมิได้ใช้ด้วยธรรมแล้ว เทพศาสตราวุธอันวิเศษนี้ก็จักเป็นอันตรายต่อผู้ใช้และในการใช้นั้น
อย่าได้เข้าใจผิดคิดว่าเทพศาสตราวุธอันวิเศษนี้มีไว้แค่ใช้ในการปลดหรือในการพักงานนายก อบต. ซึ่งเป็นเรื่องกระจิริดที่มีกฎหมายปกติใช้บังคับโดยง่ายอยู่แล้ว แต่ก็มีผู้นำเสนอให้ใช้ เข้าทำนองใช้มีดฆ่าโคไปเชือดไก่ แต่ก็ไม่ว่ากัน เพราะต้องถือว่าเป็นความรับผิดชอบของผู้เสนอว่ามีจิตอันบริสุทธิ์หรือเถยจิตประการใด
สถานการณ์ที่ คสช. เข้ามากอบกู้บ้านเมืองในยามวิกฤตนั้น เป็นสถานการณ์อันวิกฤตหนักหน่วงต่อเนื่องมาถึง 12 ปีแล้ว จักแหล่นจะเกิดเป็นสงครามกลางเมือง จักแหล่นจะสิ้นชาติ สิ้นแผ่นดิน แบบที่กำลังเกิดขึ้นในซีเรียและอิรักอยู่แล้ว
เดชะบุญที่แผ่นดินนี้ศักดิ์สิทธิ์ เหล่าแม่ทัพนายกองทั้งหลายมีความเสียสละกล้าหาญและจงรักภักดีต่อแผ่นดิน จึงยอมเสียสละความสุขส่วนตน ยอมเสี่ยงเภทเสี่ยงภัยทั้งหลายเข้ามากอบกู้บ้านเมือง บ้านเมืองจึงตั้งอยู่ในความสงบสุขมาเกือบสามปีแล้ว คนทั้งหลายสามารถทำมาหากินได้โดยสะดวก ไม่ต้องเผชิญหน้ากับการเผาบ้านเผาเมือง หรือการทำสงครามกลางเมืองเหมือนก่อนหน้านั้น
ดังนั้นอะไรที่เป็นปัญหาใหญ่หลวงของบ้านเมือง อะไรที่ไม่สามารถแก้ไขหรือดำเนินการได้โดยกฎหมายปกติหรือมาตรการปกติ อะไรที่จะเป็นไปเพื่อพิทักษ์รักษาไว้ซึ่งประเทศชาติให้มีความมั่นคง ที่จะทำนุบำรุงราษฎรให้มีความสุข ย่อมอยู่ในขอบข่ายและย่อมจำเป็นที่จะต้องใช้อำนาจอันเป็นเทพศาสตราวุธอันวิเศษนี้ทั้งสิ้น
หากไม่ใช้อำนาจอันวิเศษนี้ นั่นแหละจะถูกถือว่าเป็นผู้ไม่รับผิดชอบต่อบ้านเมือง ก็แลเมื่อมีความเสียสละกล้าหาญเข้ามากอบกู้ชาติบ้านเมืองถึงปานนี้แล้ว ไฉนเล่าจะมาเข้าใจผิดคิดกังวลด้วยเรื่องการใช้อำนาจวิเศษอันได้รับพระราชทานมาแต่รัฐธรรมนูญชั่วคราวเล่า
ในคัมภีร์กระบี่แต่โบราณกาลมา บทหนึ่งว่าไว้ว่า "อันกระบี่วิเศษนั้น หากอยู่ในมือของคนถ่อยก็มีค่าเพียงแค่กิ่งไม้ธรรมดา แม้หากเป็นแค่กิ่งไม้ธรรมดา แต่ถ้าอยู่ในมือของเทพกระบี่ ก็ย่อมมีอานุภาพประดุจดังกระบี่วิเศษ"
คสช. หัวหน้า คสช. ได้ยอมเสียสละเพื่อประเทศชาติราชบัลลังก์และประชาชนมาถึงปานนี้แล้ว และตลอดเวลาที่ผ่านมาก็เป็นที่ประจักษ์ถึงความปรีชาสามารถในการดูแลรักษาบ้านเมือง จึงขอเพียงแต่แน่วแน่มั่นคงในหลักการใช้เทพศาสตราวุธอันวิเศษให้จงดี ประเทศชาติก็จะมั่นคง ประชาชนก็จะมีความสุขอย่างแน่นอน.

จากเพจ:Paisal Puechmongkol 4/3/2560

สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินไปทรงร่วมการประชุมคณะกรรมการอำนวยการจัดงานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ครั้งที่ ๑/๒๕๖๐ ณ ตึกสันติไมตรี ทำเนียบรัฐบาล


วันพุธที่ ๑ มีนาคม ๒๕๖๐ เวลา ๑๗.๕๕ น. สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินไปทรงร่วมการประชุมคณะกรรมการอำนวยการจัดงานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ครั้งที่ ๑/๒๕๖๐ ณ ตึกสันติไมตรี ทำเนียบรัฐบาล
โอกาสนี้ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงมีพระราชกระแสรับสั่งให้รัฐบาลจัดสิ่งอำนวยความสะดวกแก่ประชาชน เช่น หน่วยแพทย์ อาหาร น้ำดื่ม รถสุขา และถังขยะให้มีความพร้อมพอเพียงสามารถใช้งานได้อย่างสะดวกตลอดเวลา
สำหรับร่างหมายกำหนดการพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพพระบาทสมเด็จ พระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มีดังนี้
งานวันที่ ๑
- พระราชกุศลออกพระเมรุ ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท พระบรมมหาราชวัง
งานวันที่ ๒
- พระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ณ พระเมรุมาศ มณฑลพิธีท้องสนามหลวง
งานวันที่ ๓
- เก็บพระบรมอัฐิ ณ พระเมรุมาศ มณฑลพิธีท้องสนามหลวง
งานวันที่ ๔
- งานพระราชกุศลพระบรมอัฐิ ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท พระบรมมหาราชวัง
งานวันที่ ๕
- เลี้ยงพระภิกษุ ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท และเชิญพระโกศพระบรมอัฐิขึ้นประดิษฐานพระวิมานบนพระที่นั่งจักรีมหาปราสาท

การจัดขบวนพระบรมราชอิสริยยศ เพื่ออัญเชิญพระบรมศพ พระโกศพระบรมอัฐิ และ พระบรมราชสรีรางคาร กำหนดไว้ ๖ ขบวน โดยจะมีการฝึกซ้อมย่อยและฝึกซ้อมใหญ่ในสถานที่จริงเพื่อให้มีความพร้อมเพรียงและสง่างามสมพระเกียรติยศ
การจัดแสดงมหรสพสมโภช ประกอบด้วย การจัดแสดงโขนหน้าไฟหน้าพระเมรุมาศ เรื่อง รามเกียรติ์ ชุดพระรามข้ามสมุทร - ยกรบ - รำลึกในพระมหากรุณาธิคุณ การแสดงมหรสพสมโภชบริเวณท้องสนามหลวงด้านทิศเหนือ ประกอบด้วย การแสดงหนังใหญ่และโขนพระราชทาน ตอน รามาวตาร การแสดงละคร หุ่นหลวงและหุ่นกระบอก และการบรรเลงดนตรีสากล “ธ คือ ดวงใจไทยทั่วหล้า” การจัดนิทรรศการ “เย็นศิระเพราะพระบริบาล” รวมไปถึงการจัดนิทรรศการเกี่ยวกับพระราชกรณียกิจการทรงงานในแต่ละพื้นที่ของจังหวัด นิทรรศการด้านการพระราชไมตรีที่เกี่ยวกับประเทศต่าง ๆ ณ ลานคนเมือง ศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร
การจัดพิธีถวายดอกไม้จันทน์ของภาคประชาชน โดยจะดำเนินการทั้งในกรุงเทพมหานคร จังหวัดและอำเภอทั่วประเทศ ตลอดจนในต่างประเทศด้วย ซึ่งในกรุงเทพมหานครจะจัดตั้งซุ้มถวายดอกไม้จันทน์บริเวณใกล้ท้องสนามหลวง ๑๑ ซุ้ม และตามมุมเมือง ๔ ซุ้ม ซุ้มขนาดกลางตามแนว ถนนราชดำเนินและถนนอรุณอมรินทร์ ๑๙ ซุ้ม และซุ้มขนาดเล็กตามวัดต่าง ๆ ๖๗ ซุ้ม ส่วนภูมิภาคมีซุ้มขนาดใหญ่ ๑๖ ซุ้ม (อำเภอร่วมกับจังหวัด) และซุ้มขนาดกลางทุกอำเภอ/วัดต่าง ๆ ๘๐๒ ซุ้ม ส่วนในต่างประเทศจะมีซุ้มขนาดกลาง ณ สถานเอกอัครราชทูตไทยและสถานกงสุล ๙๖ ซุ้ม และซุ้มขนาดเล็กตามวัดไทย ๕๓๙ ซุ้ม รวมทั้งยังได้เชิญชวนจิตอาสาร่วมกันทำดอกไม้จันทน์เพื่อใช้สำหรับประชาชนที่ไปร่วมงานสามารถนำดอกไม้จันทน์ไปถวายได้
การจัดนิทรรศการภายหลังงานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพฯ เพื่อให้ประชาชนได้ศึกษาเกี่ยวกับศิลปวัฒนธรรมเครื่องประกอบพระเมรุมาศด้านช่างสิบหมู่และความงดงามของ สิ่งปลูกสร้างและส่วนประกอบทั้งหลายที่ใช้ในงานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพพระบาทสมเด็จ พระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช เป็นระยะเวลา ๓๐ วัน
การจัดทำหนังสือที่ระลึกและจดหมายเหตุ ให้มีการจัดทำหนังสือจดหมายเหตุฉบับหลักและฉบับรอง และหนังสือที่ระลึกอื่น ๆ ตามความเหมาะสม

ขอบคุณภาพและข้อมูล.ทำเนียบรัฐบาล

เมื่อไทยอยู่บนทางสองแพร่ง!

เมื่อไทยอยู่บนทางสองแพร่ง!
โดย สิริอัญญา
วันพุธที่ 1 มีนาคม 2560
ขณะนี้กำลังมีคนเร่งรัดให้ก่อสร้างทางรถไฟทางคู่ ซึ่งเป็นทางกว้าง 1 เมตร กันอย่างขะมักเขม้น จนบางทีทำให้เกิดความงุนงงว่านี่คือโครงการรถไฟทางคู่ที่รัฐบาลไทย-จีน ได้ทำความตกลงกันโดยเป็นระบบรางกว้างมาตรฐาน หรือกว้าง 1.435 เมตร เพื่อเชื่อมกับทางรถไฟสายหลักของโลก
ก็ต้องบอกว่ามีคนต้องการสร้างความมึนงงเช่นนั้นเพื่อจะได้ผลักดันความฉิบหายให้เกิดขึ้นในบ้านเมืองนี้ไม่มีที่สิ้นสุด เพื่อจะได้ธำรงรักษาไว้ซึ่งผลประโยชน์ของผู้ผลิตรถยนต์ของต่างประเทศให้จีรังยั่งยืนไปอีก 200 ปี
ก็บอกให้รู้โดยทั่วกันว่าทางรถไฟทางคู่ที่กำลังจะเร่งรัดกันเป็นทางกว้าง 1 เมตรหรือระบบเมตตะเกตนั้นไม่ใช่ทางรถไฟทางคู่ที่รัฐบาลไทย-จีน ทำความตกลงกันไว้ แต่เป็นระบบรางรถไฟแบบเก่าที่เชื่อมกับทางรถไฟสายหลักของโลกไม่ได้ และจะก่อให้เกิดความฉิบหายใหญ่หลวงแก่ประเทศชาติ
ดังนั้นในโอกาสที่คุณประสาร ไตรรัตน์วรกุล ซึ่งคนทั้งหลายเชื่อว่าเป็นคนดีศรีแผ่นดินมาดูแลเรื่องนี้แล้ว ก็อยากจะตั้งความหวังว่าจะสามารถช่วยชาติบ้านเมืองให้พ้นจากหายนะครั้งนี้ได้
ก็ขอสรุปเป็นสังเขปอีกครั้งหนึ่งว่าระบบรถไฟสายหลักของโลกนั้นเชื่อมตั้งแต่เกาะอังกฤษ เข้ายุโรป เข้ายูเรเซีย มาถึงจีน และไปทางเกาหลี นี่เป็นสายในแนวนอนที่ยาวเหยียดและครอบคลุมประเทศใหญ่ ๆ ทั้งหมด และประเทศส่วนใหญ่ของโลกไว้
โดยมีสายในแนวตั้งสองสาย คือ
หนึ่ง บริเวณพื้นที่ยูเรเซียขึ้นไปทางเหนือ เชื่อมโยงไปยังทุกประเทศของพื้นที่ยูเรเซียนั้น และเชื่อมลงมาทางใต้สู่ตะวันออกกลางเชื่อมโยงไปทั่วตะวันออกกลาง และยังเชื่อมโยงลงล่างไปยังทวีปแอฟริกาด้วย
สอง จากประเทศจีนลงมาที่เมืองคุนหมิง มณฑลยูนนาน แล้วเชื่อมลงใต้ไปสู่ประเทศอาเซียนเป็นสามสาย คือ
สายแรก เชื่อมจากคุนหมิงเข้าสู่พม่า ออกท่าเรือน้ำลึกและเชื่อมไปยังท่าเรือน้ำลึกที่อ่าวเบงกอลของอินเดีย
สายที่สอง เชื่อมจากคุนหมิงเข้าสู่เวียดนามไปออกท่าเรือน้ำลึกของเวียดนามและเชื่อมเข้าไปยังกัมพูชาไปออกท่าเรือของกัมพูชาที่อ่าวไทย
สายที่สาม เชื่อมจากคุนหมิงเข้าสู่ลาว มาที่นครเวียงจันทน์ เข้าสู่หนองคาย เชื่อมมายังนครราชสีมาเข้ากรุงเทพมหานคร และเชื่อมไปยังสุไหงโก-ลก เข้าสู่มาเลเซีย สิงคโปร์ บรูไน และอาจลอดใต้ทะเลไปยังอินโดนีเซีย
เส้นทางรถไฟสายหลักของโลกดังกล่าวนี้เขาเปิดใช้กันเกือบจะทั้งโลกแล้ว ซึ่งใครที่หูไม่หนวกตาไม่บอดก็ย่อมได้ยินได้ทราบข่าวอย่างต่อเนื่อง ทำให้การค้าขายของโลกเชื่อมต่อถึงกันด้วยทางรถไฟอย่างรวดเร็ว
รถไฟสายหลักของโลกดังกล่าวมีทั้งรถขนคนโดยสารอย่างเดียว หรือที่เรียกว่า Hi-Speed Train และรถที่ขนทั้งคนโดยสารและขนทั้งสินค้า ซึ่งเรียกกันว่ารถไฟทางคู่
รถไฟทั้งสองประเภทนี้ใช้รางระบบมาตรฐานเหมือนกัน คือระบบรางกว้าง 1.435 เมตร ไม่มีใครใช้ระบบรางกว้าง 1 เมตร เหมือนกับประเทศไทยที่จำต้องใช้เพราะถูกอังกฤษบังคับในสมัยล่าอาณานิคมกันเลย ดังนั้นถ้าประเทศไทยทำรถไฟรางกว้าง 1 เมตร ก็จะไม่มีทางเชื่อมกับรถไฟสายหลักของโลกได้ ก็จะยืนโดดเดี่ยวเดียวดายเหมือนคนบ้าไปยืนอยู่กลางแดดฉะนั้น
ดังนั้นถ้าหากประเทศไทยจะสร้างรางรถไฟกว้าง 1 เมตร แบบที่เคยถูกบังคับมาแต่เดิมก็คงใช้ได้ภายในประเทศไทย แต่เชื่อมโยงกับใครไม่ได้ และด้วยขนาดรางเช่นนี้ก็จะเป็นรถไฟขบวนเล็ก วิ่งช้า ขนส่งได้น้อย ต้นทุนสูง ก็จะมีผลขาดทุน 3 ปี 5 ปี แสนล้านบาท ดังที่เป็นอยู่มานานหลายทศวรรษแล้ว จนวันนี้ก็ยังแก้กันไม่ตก
ที่สำคัญคือเมื่อทำรถไฟรางกว้าง 1 เมตร ก็จะไม่เป็นที่นิยมใช้เพราะล่าช้า มีความเสี่ยงสูง อันตรายมาก นอกจากกิจการขาดทุนแล้ว ประชาชนก็พึ่งพาไม่ได้ ต้องใช้รถยนต์อยู่เหมือนเดิม ต้องเป็นทาสและประเทศราชของผู้ผลิตรถยนต์เหมือนที่เคยเป็นมากว่า 50 ปีแล้วต่อไป นี่คือหายนะที่จะเกิดขึ้นกับประเทศชาติและประชาชนจากการทำรถไฟทางคู่รางกว้าง 1 เมตร
ที่สำคัญคือสถานการณ์ในวันนี้ประเทศไทยมาถึงทางสองแพร่งแล้ว คือแพร่งแห่งความฉิบหายวายวอด กับแพร่งแห่งความเจริญรุ่งเรือง
แพร่งแห่งความฉิบหายวายวอด คือเดินหน้ารถไฟรางกว้าง 1 เมตร ต่อไป ลงทุนเท่าไหร่ก็ฉิบหายเท่านั้น และจะฉิบหายต่อไปอีกร้อยปีโดยที่จะเชื่อมต่อกับประเทศใดก็ไม่ได้
ส่วนแพร่งแห่งความเจริญรุ่งเรืองนั้น คือการเร่งสร้างทางรถไฟทางคู่ระบบรางมาตรฐานหรือกว้าง 1.435 เมตร เชื่อมกับทางรถไฟสายหลักของโลกเส้น คุนหมิง-เวียงจันทน์ โดยเชื่อมต่อกันที่หนองคาย ซึ่งรัฐบาลไทย-จีน ได้ทำความตกลงกันไว้แล้ว เหลือว่าจะเดินหน้าทำกันเมื่อไร
แต่ตราบใดที่พวกสมุนบริวารกลุ่มผลประโยชน์รถยนต์มีอำนาจในบ้านเมือง ต่อให้ คสช. และรัฐบาลจะเร่งรัดกวดขันอย่างไร คนเหล่านี้ก็จะไม่มีวันดำเนินการ จะโกหกหลอกลวงฉ้อฉลและถ่วงรั้งไว้ทุกวิถีทาง เหมือนดังที่กระทำมาแล้วนับแต่วันที่พลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีรับมอบหมายจากนายกรัฐมนตรีไปทำความตกลงกับรัฐบาลจีน และมีการลงนามระหว่างรัฐเมื่อวันที่ 19 มกราคม 2558
นับจากวันนั้นถึงวันนี้มีแต่เรื่องโกหกหลอกลวงให้มีความหวังลมๆ แล้ง ๆ โดยที่ไม่มีการดำเนินการใด ๆ มิหนำซ้ำกลับจะสร้างความร้าวฉานต่อความสัมพันธ์ไทย-จีนด้วย
ก็ต้องบอกให้รู้กันว่าขณะนี้เส้นทางรถไฟสายหลักของโลกที่เชื่อมจากคุนหมิงสามเส้นทาง ไปยังพม่า ไปยังประเทศลาว และไปยังประเทศเวียดนาม-กัมพูชานั้นกำลังเดินหน้าอย่างรวดเร็ว ภายใน 2-3 ปีจากวันนี้เส้นทางทั้งสามสายจะแล้วเสร็จและเปิดใช้ได้
เส้นทางสามสายนี้แล้วเสร็จใช้ได้เมื่อใด นักท่องเที่ยวจีนและจากทั่วโลกที่จะมาตามเส้นทางสายนี้ก็จะไปพม่า ไปเวียดนาม-กัมพูชา และไปลาวได้อย่างสะดวกสบาย แต่มาประเทศไทยไม่ได้
เส้นทางสามสายนี้แล้วเสร็จใช้ได้เมื่อใด สินค้าเกษตรจากพม่า จากเวียดนาม-กัมพูชา และจากลาว จะสามารถขนส่งเข้าสู่ประเทศจีนได้ในเวลา 3 ชั่วโมง และสามารถขนส่งไปทั่วโลกได้อย่างรวดเร็ว
ในขณะที่สินค้าทั้งสินค้าเกษตรและสินค้าอุตสาหกรรมจากประเทศไทยจะต้องขนไปลงเรือที่ท่าเรือแหลมฉบัง ทางหนึ่งก็อ้อมแหลมญวนไปยังประเทศจีน เกาหลีและญี่ปุ่น ซึ่งต้องใช้เวลาอย่างเร็ว 5 วัน อย่างช้า 8 วัน หรือถ้าไปไกลก็ 15 วันหรือ 20 วัน
อีกทางหนึ่งก็ต้องอ้อมแหลมมาลายูเข้าช่องแคบมะละกา ผ่านมหาสมุทรอินเดีย ผ่านอาฟริกาไปยุโรป
อย่างนี้ไม่ฉิบหายวัน ฉิบหายคืน แล้วจะฉิบหายเมื่อไหร่กันเล่า! ทั้งภาคเกษตรและภาคอุตสาหกรรมของประเทศก็จะพากันฉิบหายวายวอดหมด การลงทุนในนิคมอุตสาหกรรมและภาคส่วนต่าง ๆ ทั้งภาคตะวันออก ภาคตะวันตก และภาคใต้ก็จะฉิบหายวายวอดสิ้น
เส้นทางสายคุนหมิงเชื่อมมายังประเทศอาเซียนสามสายจะแล้วเสร็จและเปิดใช้ได้ใน 3 ปีข้างหน้าเป็นอย่างช้า ถ้าประเทศไทยตัดสินใจเดินหน้าตามสัญญาที่ตกลงกันในวันนี้ ถึงจะล่าช้าไปบ้างก็ยังดีกว่าที่จะเดินไปสูหนทางฉิบหายวายวอด
โอ้พระสยามเทวาธิราชเอย เรื่องนี้ใหญ่หลวงยิ่งนัก ขอพระบารมีพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 5 พระผู้ทรงริเริ่มการรถไฟให้กับประเทศไทยก่อนใคร ได้ดลจิตบันดาลใจให้คนทั้งหลายละวางผลประโยชน์ส่วนตัว เห็นแก่ชาติบ้านเมือง ขับเคลื่อนเรื่องนี้ให้ประสบความสำเร็จเถิด!

จากเพจ:Paisal Puechmongkol วันพุธที่ 1 มีนาคม 2560

"พบระบบสุริยจักรวาลแห่งใหม่" อาจมีสิ่งมีชีวิตอยู่ด้วย


สำนักข่าวเอพี รายงาน การแถลงข่าวใหญ่ของนาซ่า เมื่อกลางดึกวันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2560 ตามเวลาประเทศไทย
โดยให้ข้อมูลว่า คณะนักวิจัยองค์การการบินและอวกาศแห่งชาติสหรัฐอเมริกา หรือ นาซา
ได้มีการค้นพบระบบสุริยจักรวาลแห่งใหม่ เป็นดาว 7 ดวงขนาดใกล้เคียงกับโลก โคจรรอบดาวดวงหนึ่ง
ในจำนวนนี้ 3 ดวงอยู่ในสภาพแวดล้อมและระดับอุณหภูมิที่เป็นไปได้ว่าอาจมีสิ่งมีชีวิตอยู่ด้วย
การค้นพบครั้งนี้เกิดจากการศึกษา จากกล้องโทรทรรศน์สำรวจอากาศ ที่ติดตั้งอยู่ในประเทศชิชี
ได้ตรวจพบกลุ่มดาวดังกล่าวห่างออกไป 40 ปีแสง โดยดาวทั้ง 7 ดวงนั้นมีการโคจร รอบดาวอีกดวง
แต่สิ่งที่น่าสนใจพบว่า กลุ่มดาวดังกล่าวนั้น อย่างน้อยมี 3 ดวง อาจจะมีสิ่งมีชีวิตอยู่ด้วย
นายโธมัส เซอร์บูเชน รองผู้อำนวยการกรมภาระกิจวิทยาศาตร์ ของนาซ่า กล่าวว่า
การค้นพบครั้งนี้อาจเป็นจิ๊กซอว์สิ้นสำคัญที่ช่วยไขปริศนาการค้นหาสภาพแวดล้อมที่สิ่งมีชีวิตสามารถอาศัยอยู่ได้ในห้วงจักรวาลนี้
ระบบดาวเคราะห์ที่ค้นพบครั้งนี้มีชื่อว่าแทรพพิสต์-1 มาจากชื่อของกล้องโทรทัศน์ในประเทศชิลีที่ค้นพบดาวเคราะห์นี้เป็นครั้งแรกเมื่อปี 2559
โดยในขณะนั้นค้นพบดาวเคราะห์แค่3ดวงก่อน จากนั้นสถานีกล้องโทรทัศน์ภาคพื้นหลายแห่ง
รวมทั้งสปิตเซอร์จะออกมายืนยันการมีอยู่ของดาวเคราะห์ 2 ใน 3 ดวงที่ค้นพบนี้ ก่อนจะค้นพบดาวเคราะห์เพิ่มอีก 5 ดวง รวมเป็น 7 ดวง
ระบบแทรพพิสต์-1 อยู่ห่างจากโลกเป็นระยะทางประมาณ 40 ปีแสง หรือประมาณ 378 ล้านล้านกิโลเมตร
นอกจากนี้ ดาวเคราะห์ในระบบแทรพพิสต์-1 ยังหันหน้าด้านเดียวเข้าหาดาวฤกษ์
ซึ่งหมายความว่าพื้นที่ของดาวจะเป็นกลางวันหรือกลางคืนตลอดไป ไม่เปลี่ยนแปลงและอาจมีสภาพอากาศแตกต่างจากโลก
เช่น มีลมพัดแรงจากแผ่นดินฝั่งกลางวันไปยังฝั่งกลางคืน หรือมีการเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิในลักษณะนี้รุนแรง

Sathaporn Tnews
TNEWS - ทีนิวส์ 23/2/2560

'มันมาด้วยองศาทำลายล้าง'

เป็นปรากฏการณ์ "ศรัทธามหาปีติ" อร่ามเรืองแผ่นดิน ในรัชกาลที่ ๑๐ อย่างนั้นจริงๆ!
ก็ใครจะไปเชื่อ...........
เป็นหมื่นๆ ทั้งสงฆ์-ทั้งฆราวาส ด้วย "บริสุทธิจิต" หลอมเป็นดวงเดียวกัน หลั่งไหลไปแสดงมุทิตาสักการะ "สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ" ที่วัดราชบพิธฯ อันใครก็ไม่คาดหมายว่า จะมากมายขนาดนี้
ถึงขั้นเรียกว่า "ล้นทะลักวัด"!
ทะลักจริงๆ และเชื่อว่า ๑๔-๑๕ กุมภา อีก ๒ วัน ก็จะต้องล้นทะลัก ซึ่งเป็นล้นทะลัก ที่สร้างปีติ-ตื้นตัน ให้ผู้พบเห็น จนน้ำตาไหลไม่รู้ตัว
ด้วยบารมีพระพุทธคุณ พระธรรมคุณ พระสังฆคุณ เป็นอานิสงส์คุ้มประเทศโดยแท้ ได้พระผู้เป็น "เนื้อนาบุญประเสริฐ" ขึ้นเป็นประมุขพุทธจักร
เป็นสิ่งยืนยันพุทธภาษิตที่ว่า.......
"ธมฺโม หเว รกฺขติ ธมฺจารึ" พระธรรมย่อมรักษาผู้ประพฤติธรรม ไม่ให้ตกไปในที่ชั่ว.
"ธมฺโม สุจิณฺโณ สุขมาวหาติ" ธรรมที่ผู้ประพฤติดีแล้ว ย่อมนำสุขมาให้.
ถอดเป็นคำพูดไทยๆ ที่พูดกันเสมอว่า
ทำดี เมื่อถึงที่สุด ย่อมมีผลดี, ทำไม่ดี เมื่อถึงที่สุด ย่อมมีผลไม่ดี, นี้ แน่แท้ จะแปรเปลี่ยนเป็นอื่นไปไม่ได้เลย!
ผมดูโทรทัศน์เย็นวาน (๑๓ ก.พ.๖๐) กับญาติโยมที่เข้าไปถวายมุทิตาสักการะ
"สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ" ตรัสไม่กี่คำ ก็ สาธุ..สาธุ..สาธุ..พระเดชพระคุณท่านเจ้าประคุณสมเด็จฯ จึงกล่าวด้วยพระพักตร์ยิ้มๆ เปี่ยมเมตตาว่า
"อย่าเพิ่งสาธุกันเร็วนัก ฟังให้จบเสียก่อนค่อยสาธุก็ได้" ประมาณนี้
จากนั้น ก็ทรงให้ศีล-ให้พรต่อจนจบ ..........
เป็นที่ชื่นเย็นชุ่มฉ่ำใจ "ในพรสมเด็จฯ" กันทั่วหน้า เปล่งวาจา สาธุ..สาธุ..สาธุ..กันอีกรอบเสียงใส
พรนี้ จะไม่สัมฤทธิผล ถ้าเพียงรับไป แต่ไม่นำไปปฏิบัติ!
ถ้านำไปปฏิบัติ .......
ด้วยพรจากโอษฐ์สมเด็จพระสังฆราช "พระผู้เป็นอริยสงฆ์" ขอบอกว่า "ขลังนัก"
จะเป็นดั่งเมล็ดข้าวพันธุ์ดี หว่านโปรยลงในเนื้อนาดี ถ้าเราทำตัวเป็นเนื้อนาดี "ด้วยการปฏิบัติดี"
ข้าว คือ "พรอริยสงฆ์" ย่อมเจริญงอกงาม-งอกเงยดี ให้ผลผลิตดี สถานเดียว!
ถ้าจำไม่ได้ว่า "สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ" ตรัสสอนเป็นพรประเสริฐว่าอย่างไร โปรดทบทวน ดังต่อไปนี้
“ท่านทั้งหลายมีธรรม ความดี-ความงามประจำใจอยู่ และขอให้รักษาความดี ความงามที่มี ให้คงอยู่ตลอดไป
ท่านทั้งหลาย เป็นอุบาสก อุบาสิกา เพราะฉะนั้น ขอให้รักษาจิตใจที่เลื่อมใสศรัทธาในพระรัตนตรัยให้คงที่ไว้
หลักธรรมสำคัญ ๓ ข้อ ที่พระพุทธองค์ทรงสอน และขอให้ยึดถือเป็นประจำ คือ ศีล สมาธิ ปัญญา
คือ ทำ กาย วาจา ใจ ให้เป็นปกติ นึกถึงสภาวธรรมที่ว่างเป็นปกติ
'มีสมาธิ'..........
'ปัญญาก็เกิดขึ้น' ตามลำดับ
เพราะฉะนั้น .......
ขอให้นึกถึงหลักธรรมที่พระพุทธองค์ได้สอนเราไว้ ๓ ข้อง่ายๆ ทุกคนจะมีความสุขใจ
อนึ่ง รัชกาลที่ ๕ ได้ทรงสร้างวัดราชบพิธฯ ในสมัยของพระองค์ มีธรรมภาษิตอยู่บทหนึ่ง คือ
'สัพเพสัง สังฆะภูตานัง สามัคคี วุฑฒิสาธิกา' ความพร้อมเพรียงแห่งชนผู้อยู่ร่วมกันเป็นหมู่ ยังความเจริญวัฒนาถาวรให้สำเร็จ
ให้รักษาคำนี้ไว้ .........
ความพร้อมเพรียงนำความเจริญรุ่งเรืองให้สำเร็จได้
ขณะนี้ ประเทศเรา กำลังต้องการการพัฒนา ขอให้ท่านนึกถึงธรรมภาษิตนี้ รวมถึงศีลทั้ง ๓ ข้อ
หวังว่า ทุกท่านจะเข้าใจ และยึดถือ 'ศีล-สมาธิ-ปัญญา'
มีความสามัคคีเท่านี้ ประเทศชาติของเราก็จะเจริญรุ่งเรือง”
ครับ...คุยกันด้วย "แก่นธรรม" ก็สบายใจ ยิ่งนำไปปฏิบัติ ยิ่งอภิมหาสบายใจ
แต่ถ้าคุย "เปลือกธรรม" หลวงพ่อวัดนั้น ลงเลข-เสกผ้ายันต์-เป่าน้ำมัน-พ่นน้ำมนต์ ละก็
อาจสบายใจ แต่สบายแบบเร่าร้อน นอนรอความขลังบันดาล ลงท้าย "ตกนรก"
เพราะด่าพระในใจ "ไม่เห็นเจ๋งเลย..จาน"?
เอาล่ะ ยุติไว้แค่นี้ ..........
มาคุยเรื่องนี้ดีกว่า เพราะผมมองว่า ในเหตุการณ์ที่ทำเหมือน "ไม่จงใจ" เมื่อค่ำวันอาทิตย์ ๑๒ ก.พ.๖๐
หลังเสร็จงานพระราชพิธีสถาปนาสมเด็จพระสังฆราช ที่วัดพระแก้ว
คงทราบกันแล้ว มีหญิงคนหนึ่ง ทำเป็นป่วย "โรคจิต" กระโดดตัดหน้าขบวนเสด็จในระยะประชิด
ต้องขอชม คนขับรถคันนั้น สติดีมาก มีสมองสั่งการและแยกแยะสถานการณ์ สู่การตัดสินใจในนาทีฉับพลันได้เยี่ยม
นับว่า ศักยภาพสูงคู่ควรกับหน้าที่ ซึ่งต้องบุคคลเช่นนี้เท่านั้น ที่คู่ควร
เขาเบรกรถได้ทันท่วงที.......
และด้วย "สติมั่นคง" รีบขับรถต่อไปตามปกติ ทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น เพื่อไม่สร้างความกระเพื่อมให้แก่สถานการณ์
ซึ่งนั่น ผมมองว่า ไม่ใช่ความบังเอิญจาก "หญิงบกพร่องทางสติ" คนนั้น หากแต่ มันซ่อนความมะลำ-เมลืองเป็น "เบื้องหลังฉาก"
ชนิดที่ "ระดับรัฐบาล" ควรต้องหยิบเรื่องนี้ พิจารณาด่วน!
ก็ดีแล้ว ที่เรื่องไม่ถูกนำไปขยายเป็นข่าวใหญ่โต แต่ที่ผมนำมาคุย เพียงยกเป็น "เหตุปรารภ" สู่มุมมอง เพื่อการเตือนสติ ว่า
"มันมาในรูปแบบใหม่" แล้ว!!!
ที่ทั้ง "ภาครัฐ-ภาคราษฎร์" ควรต้องรู้ทัน และช่วยกันระวัง ป้องกัน อย่าให้แผนชั่วร้าย ที่มันหวังนำไปขยายผล ได้เกิดขึ้นเป็นอันขาด
กรณีที่เกิดวันอาทิตย์ ก็อย่าไปเพ่งโทษเจ้าหน้าที่ ที่ถวายการอารักขาขบวนเสด็จตามรายทางเลย
อาจตั้งคำถามได้ว่า หละหลวมกันแบบไหน จึงปล่อยให้มีคนวิ่งตัดหน้ารถขบวน ด้วยหวังสร้างเหตุ ถึงขั้นใช้ชีวิตเป็นเดิมพัน
เพื่อใช้เป็นข้อมูลทางป้องกันคราวต่อๆ ไป.........
จะพูดว่า เป็นปรากฏการณ์แรกในประวัติศาสตร์ก็ย่อมได้ การเฝ้าแหนขบวนเสด็จนั้น จัดระเบียบได้ และจัดอยู่แล้ว
แต่จะห้ามประชาชนมาเฝ้าแหนตามรายทาง ทั้ง ๒ ข้างทาง ย่อมไม่ได้!
เมื่อไม่ได้......
จึงเป็นช่องให้ผู้หวัง "สร้างสถานการณ์" ใช้ตรงนั้น เป็น "จังหวะ-โอกาส" กระโดดพรวดพราด ตัดหน้ารถขบวน ด้วยอ้าง...จะถวายฎีกา!?
เคราะห์ดี คนขับ "ประสิทธิภาพสูง"...........
แผนที่ซ่อนเร้นของ "ใครบางคน" จึงล้มเหลว!
การไม่เพ่งเล็งโทษผู้อารักขาตลอดเส้นทาง นั่นก็ใช่ว่า จะไม่ต้องสอบสวนทวนความ เพื่อนำข้อบกพร่องเป็นบทเรียนที่ต้อง "ไม่เกิดอย่างนี้ขึ้นได้อีก" เป็นอันขาด
พูดกันจริงๆ คนเสียสติ หรือคนพิการจิตจริงๆ ย่อมสังเกตเห็นความแตกต่างกับคนดีๆ ทั่วไปได้ ในหมู่คนที่มารอเฝ้าแหน
แต่ที่ผ่านเข้าไปเฝ้าแหนอยู่ ๒ ข้างทางได้ เหมือนพสกนิกรทั่วไป นั่นแสดงว่า ถ้าไม่ใช่เจ้าหน้าที่หละหลวม-ละเลยจริงๆ
แสดงว่า คนนั้น ก็เป็นคนสติสัมปชัญญะสมบูรณ์ เพียงแต่ "จิตแฝง" เจตนาชั่วร้ายอยู่ภายใน
และที่สำคัญยิ่ง..........
ในขบวนเสด็จนั้น มีรถจำนวนมาก และใช้ความเร็วพิเศษ อย่าว่าแต่คนโรคจิตเลย
คนจิตดี-สติดีทั่วไป บางทียังไม่รู้-มองไม่ทันด้วยซ้ำไปว่า รถคันไหนเป็นรถในขบวน และคันไหนเป็นรถพระที่นั่ง?
แต่หญิงที่อ้างป่วยโรคจิต ถึงมีบัตรโรงพยาบาลก็เถอะ จะสรุปทันทีว่าเป็นคนเสียสติ ก็ยังไม่ใช่ กลับเลือกคันที่กระโดดตัดหน้าได้ถูก
น่าคิดเอามากๆ ใช่ไหม!?
ด้วยพระมหากรุณาธิคุณ มีพระเมตตาเป็นที่ตั้ง ไม่ทรงถือโทษเอาความก็ตาม
แต่ระดับรัฐบาล ต้องนำตัวหญิงคนนี้ รวมทั้งฝ่ายอารักขาเส้นทางตรงนั้น-วัน-เวลานั้น มาตรวจสอบให้รู้ความ
ถ้าหละหลวมอย่างนี้ กรณีเมื่อวันอาทิตย์ เปลี่ยนจากหญิงโรคจิต กระโดดตัดหน้ารถจะถวายฎีกา เป็นคนอื่น ด้วยเจตนาอื่น
แล้วจะทำอย่างไร?
ใครจะรับผิดชอบ?
ฉะนั้น ต้องตื่นตัว รับมือ "กลยุทธ์-กลวิธี" รูปแบบใหม่ ของฝ่ายที่ไม่ต้องการให้ใครอยู่เป็นสุข ถ้าเขาไม่สุข
ด้วยอำมหิต เห็นแก่ตัว เหิมเกริม เพียงประสงค์ผล ทำได้ทุกอย่าง โดยไม่เกี่ยงรูปแบบและวิธีการ
ตั้งแต่ระดับรัฐบาลลงมา จะประมาท หรือ มองข้ามเรื่องนี้ไม่ได้เลย!
ทั้งหมดนี้ ไม่ได้หมายความว่า ที่ผ่านมา รัฐบาล หรือหน่วยงานผู้มีหน้าที่บกพร่อง
ผมหมายถึงว่า..
มันเป็นสัญญาณ "รูปแบบใหม่" ของฝ่ายที่ ไม่ได้ด้วยเล่ห์ ก็เอาด้วยกล ไม่ได้ด้วยมนต์ ก็เอาด้วยคาถา ไม่ได้ด้วยสัมมา ก็เอาด้วยมิจฉาพาโล
ซึ่งต้องรู้ทัน ป้องกัน สกัดกั้น กำราบปราบปราม และถอนราก ให้สำเร็จ!
"สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ" สมเด็จพระสังฆราช ตรัสเมื่อวานเองว่า "มีความสามัคคี ประเทศชาติของเราก็จะเจริญ"
มันจ้อง "ขัดขวาง-ทำลาย" ตรงนี้ และสร้างเหตุ ทุกขณะจิต คนไทยด้วยชาติ-ศาสน์-กษัตริย์ "ต้องรู้ทัน" และจำให้ขึ้นใจ
แตกสามัคคีเมื่อไหร่ คนไทยไม่มีวันที่มีชีวิตรอดได้.

ไทยโพสต์ - เปลวสีเงิน Tuesday, February 14, 2017 - 00:00

สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงสถาปนา สมเด็จพระมหามุนีวงศ์ เป็นสมเด็จพระสังฆราช องค์ที่ 20


สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงประกอบพระราชพิธีสถาปนา สมเด็จพระมหามุนีวงศ์ เจ้าอาวาส วัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม เป็นสมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก พระองค์ที่ 20 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ณ พระอุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสดาราม ในพระบรมมหาราชวัง

MGR Online

งานมาฆบูชามหามงคล ประจำปี2560 ณ ลานศูนย์การค้าเซ็นทรัลพลาซา รัตนาธิเบศร์

เมื่อวันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2560
คุณนิคม บุญวิเศษ ประธานบริหาร สถานีโทรทัศน์ NB TV ,บริษัท บุญวิเศษ คอร์ปอร์เรชั่น กรุ๊ป จำกัดและบริษัท เอ็น.ดี.เฮิร์บ จำกัด
ได้เข้าร่วมงานพิธีเปิดกิจกรรม มาฆบูชามหามงคล ประจำปี2560 ณ ลานศูนย์การค้าเซ็นทรัลพลาซา รัตนาธิเบศร์
พร้อมเหล่าศิลปิน ดารา นักแสดง ที่ได้รับรางวัลทูตพระพุทธศาสนา ประจำปี2560





Pages

Subscribe to สววท. RSS