'มันมาด้วยองศาทำลายล้าง'

เป็นปรากฏการณ์ "ศรัทธามหาปีติ" อร่ามเรืองแผ่นดิน ในรัชกาลที่ ๑๐ อย่างนั้นจริงๆ!
ก็ใครจะไปเชื่อ...........
เป็นหมื่นๆ ทั้งสงฆ์-ทั้งฆราวาส ด้วย "บริสุทธิจิต" หลอมเป็นดวงเดียวกัน หลั่งไหลไปแสดงมุทิตาสักการะ "สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ" ที่วัดราชบพิธฯ อันใครก็ไม่คาดหมายว่า จะมากมายขนาดนี้
ถึงขั้นเรียกว่า "ล้นทะลักวัด"!
ทะลักจริงๆ และเชื่อว่า ๑๔-๑๕ กุมภา อีก ๒ วัน ก็จะต้องล้นทะลัก ซึ่งเป็นล้นทะลัก ที่สร้างปีติ-ตื้นตัน ให้ผู้พบเห็น จนน้ำตาไหลไม่รู้ตัว
ด้วยบารมีพระพุทธคุณ พระธรรมคุณ พระสังฆคุณ เป็นอานิสงส์คุ้มประเทศโดยแท้ ได้พระผู้เป็น "เนื้อนาบุญประเสริฐ" ขึ้นเป็นประมุขพุทธจักร
เป็นสิ่งยืนยันพุทธภาษิตที่ว่า.......
"ธมฺโม หเว รกฺขติ ธมฺจารึ" พระธรรมย่อมรักษาผู้ประพฤติธรรม ไม่ให้ตกไปในที่ชั่ว.
"ธมฺโม สุจิณฺโณ สุขมาวหาติ" ธรรมที่ผู้ประพฤติดีแล้ว ย่อมนำสุขมาให้.
ถอดเป็นคำพูดไทยๆ ที่พูดกันเสมอว่า
ทำดี เมื่อถึงที่สุด ย่อมมีผลดี, ทำไม่ดี เมื่อถึงที่สุด ย่อมมีผลไม่ดี, นี้ แน่แท้ จะแปรเปลี่ยนเป็นอื่นไปไม่ได้เลย!
ผมดูโทรทัศน์เย็นวาน (๑๓ ก.พ.๖๐) กับญาติโยมที่เข้าไปถวายมุทิตาสักการะ
"สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ" ตรัสไม่กี่คำ ก็ สาธุ..สาธุ..สาธุ..พระเดชพระคุณท่านเจ้าประคุณสมเด็จฯ จึงกล่าวด้วยพระพักตร์ยิ้มๆ เปี่ยมเมตตาว่า
"อย่าเพิ่งสาธุกันเร็วนัก ฟังให้จบเสียก่อนค่อยสาธุก็ได้" ประมาณนี้
จากนั้น ก็ทรงให้ศีล-ให้พรต่อจนจบ ..........
เป็นที่ชื่นเย็นชุ่มฉ่ำใจ "ในพรสมเด็จฯ" กันทั่วหน้า เปล่งวาจา สาธุ..สาธุ..สาธุ..กันอีกรอบเสียงใส
พรนี้ จะไม่สัมฤทธิผล ถ้าเพียงรับไป แต่ไม่นำไปปฏิบัติ!
ถ้านำไปปฏิบัติ .......
ด้วยพรจากโอษฐ์สมเด็จพระสังฆราช "พระผู้เป็นอริยสงฆ์" ขอบอกว่า "ขลังนัก"
จะเป็นดั่งเมล็ดข้าวพันธุ์ดี หว่านโปรยลงในเนื้อนาดี ถ้าเราทำตัวเป็นเนื้อนาดี "ด้วยการปฏิบัติดี"
ข้าว คือ "พรอริยสงฆ์" ย่อมเจริญงอกงาม-งอกเงยดี ให้ผลผลิตดี สถานเดียว!
ถ้าจำไม่ได้ว่า "สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ" ตรัสสอนเป็นพรประเสริฐว่าอย่างไร โปรดทบทวน ดังต่อไปนี้
“ท่านทั้งหลายมีธรรม ความดี-ความงามประจำใจอยู่ และขอให้รักษาความดี ความงามที่มี ให้คงอยู่ตลอดไป
ท่านทั้งหลาย เป็นอุบาสก อุบาสิกา เพราะฉะนั้น ขอให้รักษาจิตใจที่เลื่อมใสศรัทธาในพระรัตนตรัยให้คงที่ไว้
หลักธรรมสำคัญ ๓ ข้อ ที่พระพุทธองค์ทรงสอน และขอให้ยึดถือเป็นประจำ คือ ศีล สมาธิ ปัญญา
คือ ทำ กาย วาจา ใจ ให้เป็นปกติ นึกถึงสภาวธรรมที่ว่างเป็นปกติ
'มีสมาธิ'..........
'ปัญญาก็เกิดขึ้น' ตามลำดับ
เพราะฉะนั้น .......
ขอให้นึกถึงหลักธรรมที่พระพุทธองค์ได้สอนเราไว้ ๓ ข้อง่ายๆ ทุกคนจะมีความสุขใจ
อนึ่ง รัชกาลที่ ๕ ได้ทรงสร้างวัดราชบพิธฯ ในสมัยของพระองค์ มีธรรมภาษิตอยู่บทหนึ่ง คือ
'สัพเพสัง สังฆะภูตานัง สามัคคี วุฑฒิสาธิกา' ความพร้อมเพรียงแห่งชนผู้อยู่ร่วมกันเป็นหมู่ ยังความเจริญวัฒนาถาวรให้สำเร็จ
ให้รักษาคำนี้ไว้ .........
ความพร้อมเพรียงนำความเจริญรุ่งเรืองให้สำเร็จได้
ขณะนี้ ประเทศเรา กำลังต้องการการพัฒนา ขอให้ท่านนึกถึงธรรมภาษิตนี้ รวมถึงศีลทั้ง ๓ ข้อ
หวังว่า ทุกท่านจะเข้าใจ และยึดถือ 'ศีล-สมาธิ-ปัญญา'
มีความสามัคคีเท่านี้ ประเทศชาติของเราก็จะเจริญรุ่งเรือง”
ครับ...คุยกันด้วย "แก่นธรรม" ก็สบายใจ ยิ่งนำไปปฏิบัติ ยิ่งอภิมหาสบายใจ
แต่ถ้าคุย "เปลือกธรรม" หลวงพ่อวัดนั้น ลงเลข-เสกผ้ายันต์-เป่าน้ำมัน-พ่นน้ำมนต์ ละก็
อาจสบายใจ แต่สบายแบบเร่าร้อน นอนรอความขลังบันดาล ลงท้าย "ตกนรก"
เพราะด่าพระในใจ "ไม่เห็นเจ๋งเลย..จาน"?
เอาล่ะ ยุติไว้แค่นี้ ..........
มาคุยเรื่องนี้ดีกว่า เพราะผมมองว่า ในเหตุการณ์ที่ทำเหมือน "ไม่จงใจ" เมื่อค่ำวันอาทิตย์ ๑๒ ก.พ.๖๐
หลังเสร็จงานพระราชพิธีสถาปนาสมเด็จพระสังฆราช ที่วัดพระแก้ว
คงทราบกันแล้ว มีหญิงคนหนึ่ง ทำเป็นป่วย "โรคจิต" กระโดดตัดหน้าขบวนเสด็จในระยะประชิด
ต้องขอชม คนขับรถคันนั้น สติดีมาก มีสมองสั่งการและแยกแยะสถานการณ์ สู่การตัดสินใจในนาทีฉับพลันได้เยี่ยม
นับว่า ศักยภาพสูงคู่ควรกับหน้าที่ ซึ่งต้องบุคคลเช่นนี้เท่านั้น ที่คู่ควร
เขาเบรกรถได้ทันท่วงที.......
และด้วย "สติมั่นคง" รีบขับรถต่อไปตามปกติ ทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น เพื่อไม่สร้างความกระเพื่อมให้แก่สถานการณ์
ซึ่งนั่น ผมมองว่า ไม่ใช่ความบังเอิญจาก "หญิงบกพร่องทางสติ" คนนั้น หากแต่ มันซ่อนความมะลำ-เมลืองเป็น "เบื้องหลังฉาก"
ชนิดที่ "ระดับรัฐบาล" ควรต้องหยิบเรื่องนี้ พิจารณาด่วน!
ก็ดีแล้ว ที่เรื่องไม่ถูกนำไปขยายเป็นข่าวใหญ่โต แต่ที่ผมนำมาคุย เพียงยกเป็น "เหตุปรารภ" สู่มุมมอง เพื่อการเตือนสติ ว่า
"มันมาในรูปแบบใหม่" แล้ว!!!
ที่ทั้ง "ภาครัฐ-ภาคราษฎร์" ควรต้องรู้ทัน และช่วยกันระวัง ป้องกัน อย่าให้แผนชั่วร้าย ที่มันหวังนำไปขยายผล ได้เกิดขึ้นเป็นอันขาด
กรณีที่เกิดวันอาทิตย์ ก็อย่าไปเพ่งโทษเจ้าหน้าที่ ที่ถวายการอารักขาขบวนเสด็จตามรายทางเลย
อาจตั้งคำถามได้ว่า หละหลวมกันแบบไหน จึงปล่อยให้มีคนวิ่งตัดหน้ารถขบวน ด้วยหวังสร้างเหตุ ถึงขั้นใช้ชีวิตเป็นเดิมพัน
เพื่อใช้เป็นข้อมูลทางป้องกันคราวต่อๆ ไป.........
จะพูดว่า เป็นปรากฏการณ์แรกในประวัติศาสตร์ก็ย่อมได้ การเฝ้าแหนขบวนเสด็จนั้น จัดระเบียบได้ และจัดอยู่แล้ว
แต่จะห้ามประชาชนมาเฝ้าแหนตามรายทาง ทั้ง ๒ ข้างทาง ย่อมไม่ได้!
เมื่อไม่ได้......
จึงเป็นช่องให้ผู้หวัง "สร้างสถานการณ์" ใช้ตรงนั้น เป็น "จังหวะ-โอกาส" กระโดดพรวดพราด ตัดหน้ารถขบวน ด้วยอ้าง...จะถวายฎีกา!?
เคราะห์ดี คนขับ "ประสิทธิภาพสูง"...........
แผนที่ซ่อนเร้นของ "ใครบางคน" จึงล้มเหลว!
การไม่เพ่งเล็งโทษผู้อารักขาตลอดเส้นทาง นั่นก็ใช่ว่า จะไม่ต้องสอบสวนทวนความ เพื่อนำข้อบกพร่องเป็นบทเรียนที่ต้อง "ไม่เกิดอย่างนี้ขึ้นได้อีก" เป็นอันขาด
พูดกันจริงๆ คนเสียสติ หรือคนพิการจิตจริงๆ ย่อมสังเกตเห็นความแตกต่างกับคนดีๆ ทั่วไปได้ ในหมู่คนที่มารอเฝ้าแหน
แต่ที่ผ่านเข้าไปเฝ้าแหนอยู่ ๒ ข้างทางได้ เหมือนพสกนิกรทั่วไป นั่นแสดงว่า ถ้าไม่ใช่เจ้าหน้าที่หละหลวม-ละเลยจริงๆ
แสดงว่า คนนั้น ก็เป็นคนสติสัมปชัญญะสมบูรณ์ เพียงแต่ "จิตแฝง" เจตนาชั่วร้ายอยู่ภายใน
และที่สำคัญยิ่ง..........
ในขบวนเสด็จนั้น มีรถจำนวนมาก และใช้ความเร็วพิเศษ อย่าว่าแต่คนโรคจิตเลย
คนจิตดี-สติดีทั่วไป บางทียังไม่รู้-มองไม่ทันด้วยซ้ำไปว่า รถคันไหนเป็นรถในขบวน และคันไหนเป็นรถพระที่นั่ง?
แต่หญิงที่อ้างป่วยโรคจิต ถึงมีบัตรโรงพยาบาลก็เถอะ จะสรุปทันทีว่าเป็นคนเสียสติ ก็ยังไม่ใช่ กลับเลือกคันที่กระโดดตัดหน้าได้ถูก
น่าคิดเอามากๆ ใช่ไหม!?
ด้วยพระมหากรุณาธิคุณ มีพระเมตตาเป็นที่ตั้ง ไม่ทรงถือโทษเอาความก็ตาม
แต่ระดับรัฐบาล ต้องนำตัวหญิงคนนี้ รวมทั้งฝ่ายอารักขาเส้นทางตรงนั้น-วัน-เวลานั้น มาตรวจสอบให้รู้ความ
ถ้าหละหลวมอย่างนี้ กรณีเมื่อวันอาทิตย์ เปลี่ยนจากหญิงโรคจิต กระโดดตัดหน้ารถจะถวายฎีกา เป็นคนอื่น ด้วยเจตนาอื่น
แล้วจะทำอย่างไร?
ใครจะรับผิดชอบ?
ฉะนั้น ต้องตื่นตัว รับมือ "กลยุทธ์-กลวิธี" รูปแบบใหม่ ของฝ่ายที่ไม่ต้องการให้ใครอยู่เป็นสุข ถ้าเขาไม่สุข
ด้วยอำมหิต เห็นแก่ตัว เหิมเกริม เพียงประสงค์ผล ทำได้ทุกอย่าง โดยไม่เกี่ยงรูปแบบและวิธีการ
ตั้งแต่ระดับรัฐบาลลงมา จะประมาท หรือ มองข้ามเรื่องนี้ไม่ได้เลย!
ทั้งหมดนี้ ไม่ได้หมายความว่า ที่ผ่านมา รัฐบาล หรือหน่วยงานผู้มีหน้าที่บกพร่อง
ผมหมายถึงว่า..
มันเป็นสัญญาณ "รูปแบบใหม่" ของฝ่ายที่ ไม่ได้ด้วยเล่ห์ ก็เอาด้วยกล ไม่ได้ด้วยมนต์ ก็เอาด้วยคาถา ไม่ได้ด้วยสัมมา ก็เอาด้วยมิจฉาพาโล
ซึ่งต้องรู้ทัน ป้องกัน สกัดกั้น กำราบปราบปราม และถอนราก ให้สำเร็จ!
"สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ" สมเด็จพระสังฆราช ตรัสเมื่อวานเองว่า "มีความสามัคคี ประเทศชาติของเราก็จะเจริญ"
มันจ้อง "ขัดขวาง-ทำลาย" ตรงนี้ และสร้างเหตุ ทุกขณะจิต คนไทยด้วยชาติ-ศาสน์-กษัตริย์ "ต้องรู้ทัน" และจำให้ขึ้นใจ
แตกสามัคคีเมื่อไหร่ คนไทยไม่มีวันที่มีชีวิตรอดได้.

ไทยโพสต์ - เปลวสีเงิน Tuesday, February 14, 2017 - 00:00