งานมาฆบูชามหามงคล ประจำปี2560 ณ ลานศูนย์การค้าเซ็นทรัลพลาซา รัตนาธิเบศร์

เมื่อวันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2560
คุณนิคม บุญวิเศษ ประธานบริหาร สถานีโทรทัศน์ NB TV ,บริษัท บุญวิเศษ คอร์ปอร์เรชั่น กรุ๊ป จำกัดและบริษัท เอ็น.ดี.เฮิร์บ จำกัด
ได้เข้าร่วมงานพิธีเปิดกิจกรรม มาฆบูชามหามงคล ประจำปี2560 ณ ลานศูนย์การค้าเซ็นทรัลพลาซา รัตนาธิเบศร์
พร้อมเหล่าศิลปิน ดารา นักแสดง ที่ได้รับรางวัลทูตพระพุทธศาสนา ประจำปี2560





รัฐบาลถังแตก...แหกตา!

รัฐบาลถังแตก...แหกตา!
โดย สิริอัญญา
วันพุธที่ 8 กุมภาพันธ์ 2560
ช่วงนี้มีการโหมกระแสกันอย่างคึกคักกว้างขวางว่ารัฐบาลถังแตก เพราะผลาญเงินคงคลังจนเหลือเพียง 74,000 ล้านบาท แล้วก็อาศัยสื่อเสี้ยมช่วยขยายผล เพื่อให้ผู้คนหลงเชื่อว่าเมื่อรัฐบาลถังแตกอย่างนี้แล้ว อีกไม่นานก็จะไม่มีเงินเดือนจ่ายให้กับข้าราชการ และโครงการทั้งหลายก็ต้องหยุดชะงักลง ประเทศจะถล่ม แผ่นดินจะทลาย
ก็ว่ากันไม่ได้เพราะไอ้พวกทำลายชาติบ้านเมืองก็จะต้องทำลายชาติบ้านเมือง โดยไม่ต้องคิดถึงความฉิบหายที่จะเกิดขึ้นกับใคร แต่ที่น่าเจ็บใจก็คือบรรดาพวกตาอยู่ที่ถูกเชิญมากินบ้านกินเมืองและมีหน้าที่ทำความเข้าใจเรื่องนี้กลับทำตัวเป็นสากกะเบือไม่รู้ร้อนรู้หนาว
และยังดันหลังให้นายกตู่ออกไปสู้รบปรบมือในเรื่องที่เป็นหน้าที่รับผิดชอบโดยเฉพาะของคนอื่น ซึ่งเป็นเรื่องที่ใช้ไม่ได้ แต่นี่ก็เป็นวิบากกรรมของการใช้ตาอยู่ ของการใช้สากกะเบือ จึงต้องเป็นหน้าที่ของชาวบ้านอย่างเราท่านนี่แหละที่จะต้องทำความเข้าใจให้ดีว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องอะไรกันแน่? และมันเป็นอย่างไรกันแน่?
ก็ต้องบอกว่ามันเป็นเรื่องแหกตาประชาชน! เพื่อให้ถอยความศรัทธาจากรัฐบาล เพื่อทำลายความเชื่อมั่นต่อประเทศ และบั่นทอนความมั่นคงทางเศรษฐกิจของประเทศอย่างร้ายแรง และถ้าแก้ไขไม่ทันในที่สุดความเสียหายวายวอดก็จะบังเกิดขึ้นอย่างกว้างขวาง
ดังนั้นประชาชนอย่างเราท่านจึงขอให้ตั้งใจสดับให้ดี จักทำความเข้าใจเรื่องนี้อย่างง่ายที่สุด ซึ่งจะทำความเข้าใจในประเด็นสำคัญดังต่อไปนี้
ประการแรก เงินคงคลังไม่ใช่สิ่งที่แสดงฐานะทางการเงินการคลังของประเทศไทยหรือรัฐบาลไทย ซึ่งเป็นเรื่องของทรัพย์สิน หนี้สิน แต่ประเทศไทยของเรามีกฎหมายให้ต้องแสดงฐานะหนี้สิน แต่ไม่มีการแสดงทรัพย์สินของประเทศ ซึ่งถ้าหากได้แสดงทั้งด้านทรัพย์สินและหนี้สินแล้วก็จะเห็นฐานะที่แท้จริงของประเทศว่ามั่งคั่งหรือยากจน ซึ่งแม้จะไม่ได้มีการทำบัญชีทรัพย์สิน หนี้สิน หรืองบดุลของประเทศ แต่ก็บอกได้ว่าประเทศไทยเป็นอัครมหาเศรษฐีของโลก ดังนั้นใครก็ตามที่ทำให้เข้าใจผิดคิดว่าเงินคงคลังเป็นสิ่งแสดงฐานะของประเทศและรัฐบาลแล้ว มันก็คือการเริ่มการโกหกหลอกลวงในคนละเรื่องคนละราวกัน
ประการที่สอง เงินคงคลังเป็นเพียงบัญชีรับจ่ายของรัฐบาล ซึ่งจัดทำขึ้นตามกฎหมายว่าด้วยเงินคงคลัง ซึ่งสุดแสนจะล้าหลัง บัญชีรับจ่ายเงินคงคลังนั้นมีอยู่หลายบัญชีตามรายการและประเภทการใช้จ่ายที่กฎหมายกำหนด แต่บัญชีหลักก็คือบัญชีเงินคงคลังบัญชีที่หนึ่ง ซึ่งมีมูลค่ากว่า 90% ของเงินคงคลัง
บัญชีเงินคงคลังบัญชีที่หนึ่ง เป็นบัญชีที่จัดเก็บรายได้ของแผ่นดิน ได้แก่ รายได้จำพวกภาษี รายได้จากเงินกู้ และรายได้จากรัฐพาณิชย์ รายได้ทั้งสามประเภทนี้ไม่ว่าหน่วยงานไหนจัดเก็บจะต้องนำเข้าบัญชีเงินคงคลังบัญชีที่หนึ่ง และเมื่อเงินเข้าบัญชีนี้แล้วกฎหมายบังคับว่าจะนำไปใช้จ่ายได้ก็เฉพาะตามที่กฎหมายงบประมาณบัญญัติ ซึ่งมีกฎหมายงบประมาณออกมาใช้เป็นรายปี ยกเว้นจะมีงบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติมระหว่างปีก็เป็นไปตามนั้น
ดังนั้นเงินคงคลังโดยรวมก็คือ เงินที่เหลืออยู่จากรายได้แผ่นดินที่จัดเก็บแต่ละช่วงเวลา หักกับรายจ่ายของแผ่นดินที่จ่ายตามกฎหมายงบประมาณในแต่ละห้วงเวลาเช่นเดียวกัน ไม่ได้มีนัยยะหรือแสดงฐานะความมั่งคั่งร่ำรวยหรือความถังแตกใด ๆ ดังที่โกหกหลอกลวงกัน
ประการที่สาม ประเทศไทยปัจจุบันมีรายจ่ายแผ่นดินตามกฎหมายงบประมาณ 2560 เดือนละประมาณ 200,000 ล้านบาทเศษ บางเดือนก็มากหน่อย บางเดือนก็น้อยหน่อย แต่เฉลี่ยว่าเดือนละ 200,000 ล้านบาทก็แล้วกัน ในขณะเดียวกันก็มีรายได้แผ่นดินที่สำคัญดังต่อไปนี้
(1) มีรายได้จากการจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มเดือนละประมาณ 150,000 ล้านบาทเป็นอย่างน้อย ซึ่งบางเดือนก็หลายแสนล้านบาท สุดแท้แต่จะมีการใช้จ่ายเงินมากและน้อย เรียกว่ามีรายได้ประจำเดือนละ 150,000 ล้านบาทก็แล้วกัน จากรายได้ประจำดังกล่าวเมื่อหักกับรายจ่ายประจำก็จะขาดอยู่เดือนละประมาณ 50,000 ล้านบาท
(2) ในระหว่างปีมีงวดรายได้หลักอยู่สามงวดใหญ่ ๆ คือ
(2.1) ในสิ้นเดือนมีนาคม จะเป็นเวลาสิ้นสุดการจัดเก็บภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ซึ่งจะจัดเก็บได้ไม่น้อยกว่า 500,000 ล้านบาท
(2.2) ในสิ้นเดือนเมษายน และพฤษภาคม จะเป็นเวลาสิ้นสุดการจัดเก็บภาษีเงินได้นิติบุคคล ซึ่งจะจัดเก็บได้ไม่น้อยกว่า 500,000 ล้านบาทเช่นเดียวกัน
(2.3) ในสิ้นเดือนสิงหาคม จะเป็นห้วงเวลาการจัดเก็บภาษีเงินได้นิติบุคคลกลางปี ซึ่งจะจัดเก็บได้ประมาณ 500,000 ล้านบาท
เบาะ ๆ เบา ๆ รวมสามเทศกาลนี้ก็จะมีเงินเข้าประมาณ 1.5 ล้านล้านบาท ซึ่งต้องนำเข้าบัญชีเงินคงคลัง และนำไปใช้จ่ายสมทบกับรายได้รายเดือนจากภาษีมูลค่าเพิ่ม ก็จะเพียงพอต่อการใช้จ่ายตามงบประมาณ ซึ่งขาดอยู่เดือนละ 50,000 ล้านบาทสบาย ๆ
ประการที่สี่ กระทรวงการคลังแถลงว่า เมื่อสิ้นไตรมาสแรกของปีงบประมาณ 2560 คือสิ้นธันวาคม 2559 มีเงินคงคลังคงเหลือ 74,000 ล้านบาท ซึ่งเมื่อรวมกับผลการจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มเดือนละ 150,000 บาท ก็จะเป็นเงิน 220,000 ล้านบาทเศษ เพียงพอต่อการใช้จ่าย ไม่ได้ถังแตกอย่างที่โกหกกันเลย นี่ยังไม่รวมรายได้ประจำงวดทั้งสามงวดดังกล่าวแล้ว
ประการที่ห้า ที่มีการเอาตัวเลขมาแสดงว่าบางรัฐบาลมีเงินคงคลังเหลือ 400,000-500,000 ล้านบาท การที่เงินคงคลังเหลือ 74,000 ล้านบาทเท่ากับผลาญเงินคงคลังไป 300,000 กว่าล้านบาท นี่คือการแหกตาที่ดูถูกดูแคลนคนไทยอย่างร้ายกาจ สามารถทำความเข้าใจง่าย ๆ ได้ดังนี้
(1) ถ้าจะเอาตัวเลขเงินคงคลัง ณ วันที่ 31 มีนาคม มาแสดง ก็ย่อมมีตัวเลขเงินคงคลังประมาณ 500,000 ล้านบาท ดังนั้นการหยิบเอาตัวเลขแต่ละห้วงเวลาของแต่ละรัฐบาลมาเปรียบเทียบโดยไม่ได้กล่าวถึงรายได้ รายจ่าย อย่างครบถ้วนจึงเป็นการแหกตาประชาชน
(2) การที่เงินคงคลังเหลือมากอาจสะท้อนถึงความบัดซบในการบริหารบ้านเมืองก็ได้ ซึ่งมักจะเกิดขึ้นในยุคที่มีการโกงบ้านกินเมือง เพราะเงินงบประมาณนั้นจำแนกได้เป็นสองส่วน คือเงินเดือนและเงินที่ใช้ในการพัฒนาประเทศ ซึ่งในบางช่วงบางสมัยหากตกลงค่าสินบนไม่ได้ ก็จะมีการเตะถ่วงโครงการต่าง ๆ ทำให้เงินงบประมาณค้างอยู่ในคลัง แต่บ้านเมืองก็ไม่ได้มีการพัฒนา การที่มีเงินคงคลังเหลือแบบนี้ก็คือผลสะท้อนของการโกงบ้านกินเมืองและการที่ไม่ได้นำเงินงบประมาณไปใช้จ่ายเท่านั้นเอง ไม่ได้แสดงว่าฐานะการคลังดีแต่ประการใด
(3) รัฐบาล คสช. ประชุมเช้าประชุมเย็นเป็นอาจิณ วาระส่วนใหญ่ก็เป็นเรื่องการเร่งรัดให้มีการใช้จ่ายตามงบประมาณเพื่อการพัฒนาประเทศ เรียกว่าหัวหน้ารัฐบาลผลักดันเรื่องนี้ชนิดเหนื่อยแสนสาหัสจนสายตัวแทบขาด บางครั้งถึงกับต้องโยกย้ายบุคลากรที่เป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาประเทศและการเบิกจ่ายเงินคงคลัง เพราะเหตุนี้จึงทำให้เงินงบประมาณที่เบิกจากเงินคงคลังทะลุทะลวง นำไปพัฒนาประเทศได้อย่างรวดเร็ว จึงเป็นผลให้เงินคงคลังเหลืออยู่เมื่อสิ้นไตรมาสแรกของปีงบประมาณ 2560 จำนวน 74,000 ล้านบาท ซึ่งมากพอที่จะใช้จ่ายในเดือนถัดไปเพราะมีรายได้รายเดือนเพียงพอต่อการใช้จ่ายนั้น
ประการที่หก การบริหารเงินคงคลังมีระบบการบริหารสภาพคล่องเป็นปกติ คือรัฐบาลสามารถที่จะกู้เงินมาเข้าบัญชีเงินคงคลังได้ตามความจำเป็น ไม่ว่าจะกู้จากธนาคารแห่งประเทศไทยหรือสถาบันการเงินไม่ว่าในหรือต่างประเทศ นับว่ามีสภาพคล่องเหลือเฟือ แค่เรื่องสภาพคล่อง นักลวงโลกก็ไปบิดตะกูดเป็นเรื่องฐานะการเงิน
ก็ไม่รู้ว่านายกตู่จะอดทนกับพวกตาอยู่ไปได้ถึงไหน แต่ต้องบอกว่าประชาชนชาวไทยอ่อนล้าเต็มทีแล้วต่อการที่คนไม่รู้ร้อนหนาวด้วยการแผ่นดินเข้ามากินบ้านกินเมืองจนไม่ยำเกรงฟ้าไม่ยำเกรงดินกันเสียเลย!

จากเพจ:Paisal Puechmongkol 8/02/2560

โปรดเกล้าฯ “สมเด็จพระมหามุนีวงศ์” เป็นสังฆราช องค์ที่ 20


นายกฯ เผย พระเจ้าอยู่หัวโปรดเกล้าฯ สมเด็จพระมหามุนีวงศ์ แห่งวัดราชบพิธสถิตมหาสีมารามฯ เป็นสมเด็จพระสังฆราช องค์ที่ 20 แล้ว โดยสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว จะเสด็จประกอบพระพิธีสถาปนาในวันที่ 12 ก.พ.ที่วัดพระแก้ว เวลา 11.00 น.

วันนี้ (7 ก.พ.) ที่ทำเนียบรัฐบาล เมื่อเวลา 14.00 น. พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) กล่าวภายหลังเป็นประธานการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ถึงการแต่งตั้งสมเด็จพระสังฆราชองค์ใหม่ ว่า หลังจากมีการดำเนินการตามขั้นตอนพิจารณารายชื่อผู้ที่ได้รับคัดเลือกดำรงตำแหน่งสมเด็จพระสังฆราชองค์ที่ 20 โดยพิจารณาเสนอรายชื่อไป 5 องค์ ซึ่งหลังจากมีการนำขึ้นทูลเกล้าฯ ไปแล้วนั้น ขณะนี้ได้รับแจ้งว่าสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งสมเด็จพระมหามุนีวงศ์ (อัมพร อมฺพโร) เจ้าอาวาสวัดราชบพิธสถิตมหาสีมารามราชวรวิหาร เป็นสมเด็จพระสังฆราชองค์ที่ 20 โดยสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวจะเสด็จประกอบพระราชพิธีสถาปนาสมเด็จพระสังฆราชในวันที่ 12 ก.พ. เวลา 11.00 น. ที่วัดพระศรีรัตนศาสดาราม
http://www.manager.co.th/Politics/ViewNews.aspx?NewsID=9600000013039

คุณนิคม บุญวิเศษ ประธานสถานีโทรทัศน์ NB TV,บริษัท บุญวิเศษ คอร์ปอร์เรชั่น กรุ๊ป จำกัด , บริษัท เอ็น.ดี.เฮิร์บ จำกัด มอบของให้มูลนิธิภราดร เพื่อเด็กด้อยโอกาส

7 กุมภาพันธ์ 2560
คุณนิคม บุญวิเศษ
ประธานสถานีโทรทัศน์ NB TV,บริษัท บุญวิเศษ คอร์ปอร์เรชั่น กรุ๊ป จำกัด , บริษัท เอ็น.ดี.เฮิร์บ จำกัด
ได้มอบหมายให้คุณนวรัตน์ อิศรางกูร ณ อยุธยา เป็นตัวแทน มอบ ผ้าห่ม จำนวน 600 ผืนและ เสื้อยืด จำนวน 1,000 ผืน
ให้แด่ มูลนิธิภราดร เพื่อเด็กด้อยโอกาส
โดยมี
พล.ต.ทนพล ไกรเกริก
คุณอัครวัฒน์ เทพมณี
ดร.พยงค์ ประภาสิทธิ์
ดร.สุนิศา เศรษฐ์วานิชกุล
คุณพยงค์ ปลื้มเปลม
เป็นผู้รับมอบของ



ยกเลิกรถเมล์ NGV จำนวน 489 คัน

9 ก.พ นี้ ขีดเส้นตาย ยกเลิกรถเมล์ NGV จำนวน 489 คัน เนื่องจาก ขสมก. ได้ปรับเงินค่าค้ำประกัน จนครบวงเงิน 330 ล้านบาท หรือคิดเป็นวงเงิน 10% ของมูลค่าสัญญาแล้ว โดยค่าปรับ จะรวมทั้งค่าปรับ และค่าเสียโอกาส คันละประมาณ 16,000 บาท จำนวน 489 คัน รวมเป็นเงินประมาณ 7.8 ล้านบาทต่อวัน ดังนั้น คณะกรรมการตรวจรับ จะทำหนังสือบอกเลิกสัญญาไปยัง Bestlin Group เนื่องจากได้ปรับเงินค่าค้ำประกัน จนครบวงเงินแล้ว ขสมก. บอกเลิกสัญญาได้
ขณะที่ นายคณิสสร์ ศรีวชิระประภา ประธาน Bestlin Group ค้านว่า ขสมก. ยังไม่สามารถบอกยกเลิกสัญญาได้ เพราะเมื่อ 10 ม.ค.ที่ผ่านมา ขสมก.ทำหนังสือแจ้งให้จัดส่งมอบรถเมล์ NGV ให้ครบทั้ง 489 คัน หมดภายใน 30 วัน ฯลฯ
ผิดตั้งแต่ต้นแล้ว โครงการจัดซื้อรถเมล์ NGV ตามเป้าหมาย จำนวน 3,183 คัน วงเงิน 13,162.2 ล้านบาท รวมค่าซ่อมบำรุง 10 ปี วงเงินประมาณ 13,858.408 ล้านบาท มูลค่าทั้งโครงการ 27,020.608 ล้านบาท ซึ่งถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวางว่า มีกระบวนการล็อคเสปค และมีความพยายามเร่งรัดตัดตอนการประมูลด้วยวิธีทาง e-Auction สมัยรัฐบาลปูแดง เพื่อนำมาทดแทนรถ ขสมก.ที่มีสภาพเก่า ชำรุด ทรุดโทรม และจอดเสียเป็นจำนวนมาก โดยกำหนดให้จัดส่ง รถโดยสารในระยะแรก จำนวน 489 คันภายในระยะเวลา 90 วัน นับถัดจากวันลงนามสัญญา แต่มีเสียงร้องเรียนเรื่องความโปร่งใส
รัฐบาลคสช. มีการทบทวนโครงการ เปลี่ยนเป็น การจัดซื้อ รถเมล์ NGV แบบ Low Floor ทั้ง 3,183 คัน ซื้อล็อตแรก 489 คัน นำหลักเกณฑ์ วิธีการ และแนวทางในการใช้ ระบบข้อตกลงคุณธรรม (Integrity Pact) ในการจัดซื้อจัดจ้าง และมีข้อตกลงคุณธรรม 3 ฝ่ายระหว่างขสมก. ผู้สังเกตการณ์ที่ได้รับแต่งตั้ง จากองค์การต่อต้านคอร์รัปชั่น (ประเทศไทย) และผู้เข้าร่วมเสนอราคา ชูเป็นโครงการนำร่องต้นแบบแห่งความโปร่งใส
รอบนี้ Bestlin Group แพ้ ร้องเรียนให้ ประมูลใหม่ รอบหลังจึงชนะ ขสมก. เซ็นสัญญา แม้ว่า ทาง JVCC จะร้องเรียน ในประเด็นที่ Bestlin Group เป็นนิติบุคคลที่มีคุณสมบัติ ขัดต่อข้อกำหนดระเบียบ สำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการพัสดุ พ.ศ. 2535 ข้อ 30 และ 31 และประกาศขององค์การ เลขที่ 04/2559 เรื่อง โครงการประกวดราคาซื้อ รถโดยสารปรับอากาศใช้เชื้อเพลิงก๊าซธรรมชาติ ด้วยวิธีทางอิเล็กทรอนิกส์ ข้อ 1.10 , 2.10 โดยแสดงบัญชีรายรับ รายจ่าย หรือ แสดงบัญชีรายรับรายจ่าย ไม่ถูกต้องครบถ้วนในสาระสำคัญ
TOR ระบุว่าหลังเซ็นสัญญา 90 วัน Bestlin Group ต้องส่งมอบรถครบทั้ง 489 คัน หรือเท่ากับต้องมีกำลังการผลิตเฉลี่ย 5-6 คันต่อวัน ราคาคันละ 3,549,182 บาท ถ้าต่องเสียภาษีนำเข้า 40% ต้นทุนจะไปอยู่ที่คันละ 3.9 ล้านบาท ต้องใช้ประเทศในอาเซียน เป็นแหล่งผลิต โดยสำแดงข้อมูลนำเข้าประเทศไทยว่า ใช้อะไหล่ของมาเลเซีย ในสัดส่วน 90% ของราคารถ โดยมีเอกสาร Form D จากมาเลเซียยืนยัน ซึ่งจะทำให้รถเมล์ 489 คัน ได้รับการยกเว้นภาษีตามข้อตกลงการค้าเสรีอาเซียน
กรมศุลกากร พบพิรุธการนำเข้าจากจีน และแวะพักมาเลเซีย ไม่ได้ประกอบในโรงงานมาเลเซีย ตามที่อ้าง
วันนี้ 7 ก.พ.นายกุลิศ สมบัติศิริ อธิบดีกรมศุลกากร จะแถลงข่าว ยืนยันว่าสิ่งที่ได้ดำเนินการไปถูกต้องและยุติธรรม

จากเพจ: Siriwanna Jill - New 7/02/2560

เรื่องเงินคงคลังเหลือมากเหลือน้อยไม่ได้แสดงฐานะทางการเงินของประเทศ

อย่าให้เขาหลอกนะครับ
เรื่องเงินคงคลังเหลือมากเหลือน้อยไม่ได้แสดงฐานะทางการเงินของประเทศ ดังที่กำลังแหกตากันอยู่หรอกครับ
1 เงินคงคลัง ก็คือรายได้ของแผ่นดิน สำหรับใช้จ่ายตามงบประมาณ ถ้าช่วงไหนเก็บรายได้มาก หรือ จ่ายออกไปน้อย ไม่ว่าการบริหารจิตแผนหรือล่าช้าก็ตามก็จะมีเงินคงคลัง เหลืออยู่มาก ซึ่งไม่ได้เป็นผลดีอะไรกับบ้านเมือง เพราะสะท้อนว่า การนำเงินไปพัฒนาประเทศล่าช้าไม่ได้ผล
2 สภาพคล่องของเงินคงคลัง ขึ้นอยู่กับปัจจัย 3 ประการ คือเงินที่เหลืออยู่ในบัญชีเงินคงคลัง, ประมาณการจัดเก็บภาษีรายเดือนได้แก่ภาษีมูลค่าเพิ่มเป็นต้นรวมทั้งระยะเวลาการจัดเก็บภาษีประจำงวดเช่นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาและภาษีเงินได้นิติบุคคล 3 คือ แผนการกู้ยืมเงิน ตามแผนงบประมาณไม่ว่าจะยืมจากในประเทศหรือต่างประเทศก็ตาม
4 รัฐบาลลุงตู่ประชุมบ่อย ส่วนใหญ่ก็เป็นเรื่องการผลักดันการบริหารราชการแผ่นดินคือการขับเคลื่อนให้มีการเร่งใช้เงินงบประมาณ ในการพัฒนาประเทศโดยเร็วเพราะฉะนั้นเมื่อมีรายได้เข้าบัญชีเงินส่งคลังจึงมีการจ่ายออกที่มีประสิทธิภาพยิ่งกว่าทุกระยะที่ผ่านมา
มันก็เท่านี้แหละครับ ท่านผู้ฟัง

จากเพจ:Paisal Puechmongkol 7/02/2560

'ยกที่ควรยก-เหยียบที่ควรเหยียบ'

ตำรวจ "มีแต่คนเกลียด"!
ก็ไม่ใช่ทั้งหมด........
วันนี้ อยากให้รู้จักตำรวจที่ "มีแต่คนรัก" ซักคน
"พล.ต.ท.สมหมาย กองวิสัยสุข" นี่ไง!
หลายคนอาจสงสัยว่า..ใคร ชื่อนี้ไม่คุ้น ไม่เคยได้ยิน?
ไม่คุ้น ก็คุ้นซะ ไม่เคยได้ยิน ก็ได้ยินซะ เพราะนี่แหละ "ขุนพันธ์ ๒" ในวงการตำรวจยุคนี้
ตัว พล.ต.ท.สมหมายเอง ก็เคยให้สัมภาษณ์ ว่า "ขุนพันธ์" หรือ พล.ต.ต.ขุนพันธรักษ์ราชเดช มือปราบจอมขมังเวท คือไอดอลท่าน
พล.ต.ท.สมหมาย ที่พูดถึงนี้ ก็คือ ...........
ผู้บัญชาการปราบปรามยาเสพติด (ผบช.ปส.) ที่จับ "นายไซซะนะ แก้วพิมพา" เจ้าพ่อยาเสพติดชาวลาว ที่สนามบินสุวรรณภูมิ นั่นแหละ
ดังสิวแตกเปรี้ยง เมื่อไปค้นบ้าน "เบนซ์ เรซซิ่ง" สามีดาราสาว "แพท ณปภา"
ยึดรถคู่บารมีเศรษฐีหลายคัน ด้วยมะลำเมลืองถึงที่มา-ที่ไป ว่าอาจเกี่ยวโยงกับเจ้าพ่อไซซะนะ
จะเกี่ยว-ไม่เกี่ยว ก็ให้เบนซ์ เรซซิ่ง นำเอกสารหลักฐานครอบครองรถมาแสดง ว่าทำมาหากินอะไร ถึงร่ำรวยแบบไม่บันยะบันยัง และมีที่มา-ที่ไปอย่างไร?
เคลียร์ได้ ก็รอด ถ้าเคลียร์ไม่ได้ นอกจากรถยนต์ รถมอเตอร์ไซค์ราคาแพงระยับจะไม่รอดแล้ว
เจ้าตัวก็จะ "ไม่รอด" ด้วย!
"เบนซ์ เรซซิ่ง" ไปพบตำรวจแล้ว ส่วนผลเป็นไง ติดตามได้ทั่วไปทั้งหน้ากระดาษ-หน้าจอ และหน้าเฟซ
ความจริง บทบาทการทำงานในความเป็นตำรวจของคนชื่อ "สมหมาย กองวิสัยสุข" ดังเปรี้ยงด้านปราบปราม-จับกุม-ไม่กลัวตาย อยู่ภายในมานานแล้ว
ตอนเป็นผู้การอยู่เชียงใหม่ ........
ชาวเมืองให้สมญานามว่า "ผู้การจังโก้" บรรดาตัวแสบ "ผูกขาด" ยาเสพติดในภาคเหนือ ใครก็ไม่กล้าจับ จับแล้วก็ปล่อย ไม่ใช่กลัว หากแต่บารมีคุ้มหัวมันดี แถมเงินก็ดี
แต่เจอ "ผู้การจังโก้" ทั้งจับ ทั้งยึด-ทั้งอายัดเรียบ!
นี่ผมก็อ่านจากข่าวเว็บผู้จัดการ ที่เขาเอามาจากบทสัมภาษณ์ในเว็บ policenewsvarieties อีกที อยากรู้ละเอียดก็คลิกอ่านกันเอง
แต่เพราะไม่ค่อยได้พาใบหน้า "โจรแสยง" ออกโทรทัศน์บ่อยนัก พล.ต.ท.สมหมาย ก็เลยไม่ค่อย well-known ในหมู่ประชาชน
มาคราวนี้แหละ ตอนรวบไซซะนะที่สนามบิน ท่านกำกับการแสดง ลูกน้องแอกชัน แต่คราวไปค้นบ้าน "เบนซ์ เรซซิ่ง" ท่านออกทั้งหน้า-ทั้งบัญชาการ
ทุกคนที่ดูข่าวโทรทัศน์ตอนท่านแถลง..........
เห็นหน้าปุ๊บ......
ถ้าไม่บอกว่าตำรวจ ต้องนึกว่าโจร ถ้าไม่ใช่โจร ก็เป็นดาราหนัง ในมาด "ดาวร้าย" น้องๆ ดาราออสการ์ "แจ็ก พาแลนซ์"
เพราะ "เหี้ยม-โหด-ห้าว" ดีจริงๆ!
เรียกว่าหน้าตา พล.ต.ท.สมหมาย มีเอกลักษณ์ "ขึ้นกล้อง" มาก เด็กเห็นเป็นต้องร้องไห้จ้า ประจันหน้าโจรที่ไหน โจรเป็นต้องเข่าอ่อน-เยี่ยวราด
ยิ่งประกอบด้วยแววตาจงอางพร้อมฉกคู่นั้น ยิ่งดูยิ่งเย็นสันหลัง แต่ในความน่ากลัว กลับซ่อนแววขี้เล่น
น่ารัก-อบอุ่น มากกว่าน่าเกลียด!
เห็นแล้วนึกถึง "เสี่ยเจียง" เจ้าของค่ายสหมงคลฟิล์มขึ้นมาติดหมัด
นัยว่าจะทำหนัง "ขุนพันธ์ ภาค ๒"
ไม่ต้องไปหาตัวคนสวมบทขุนพันธ์ที่ไหน พล.ต.ท.สมหมายนี่แหละ ไม่ต้องแต่งหน้า-แต่งหนวด ตรงสเปกเป๊ะ เดินเข้าฉากได้เลย!
ที่เกรียวกราว-กล่าวขวัญถึง พล.ต.ท.สมหมายกันมาก เห็นจะเป็นคำพูด "วรรคประวัติศาสตร์" ของท่าน........
“วันนี้เนี่ย เราต้องการให้ลูกหลานเราอยู่เย็นเป็นสุข คนพวกนี้ทำลายลูกหลาน ทำลายครอบครัวของพวกเราที่หาเช้ากินค่ำมานานแล้ว
เอาเงินของคนจนไปซื้อรถหรู แล้วมาอวดคนจนอีก
มันเหยียบย่ำหัวใจเราเกินไปแล้วนะครับ ผมคิดอย่างนั้นนะครับ เพราะฉะนั้น ผมยืนยันว่า ..............
ผมจะทำให้มันจนกว่าขอทานให้ได้"
ประโยคที่ว่า "ผมจะทำให้มันจนกว่าขอทานให้ได้" นี่แหละ มันกระแทกใจแฟนๆ ทุกเพศ-ทุกวัยดังเปรี้ยง
ต่างซูฮก-ยกนิ้วให้ ซี้ดซ้าด ด้วย "เปรี้ยวจี๊ด-เผ็ดจัด" แผ่ซ่านไปทุกวงการ
เห็นทีหน่วยปราบยาเสพติด ต้องทำ "สมหมายแฟนคลับ" ซะแล้วกระมัง ทำให้เป็นแหล่งรวมแฟนๆที่ต่อต้านและปฏิเสธยาเสพติด ซึ่งจะเป็นอีกกลยุทธ์หนึ่งในการสร้างแนวร่วม "ปฏิเสธยาเสพติด" เข้าไปในแผนปราบปรามยาบ้า
พูดถึง "ตำรวจอันเป็นที่รัก" ไปแล้ว มาพูดถึงในอีกซักหน่วยงานปะไร เป็นการ "เชิดชูคนดี-แช่งชักคนชั่ว"
"นายกุลิศ สมบัติศิริ" อธิบดีกรมศุลกากร นี่แหละคือข้าราชการสัตย์ซื่อต่อการทำหน้าที่ที่ควรเชิดชู-ยกย่อง
ในยุคปราบโกง-ปราบคอร์รัปชัน กรมศุลกากรในยุคนายกุลิศ "ตรงไป-ตรงมา" เป็นที่ประจักษ์
กรณี รถเมล์ NGV ๔๘๙ คัน ในขณะที่ ขสมก. (องค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ) กระเหี้ยนกระหือรือจะรับมอบท่าเดียว
ท่ามกลางกรมศุลฯ แจ้งตลอดว่า บริษัทเบสท์ริน "คู่สัญญา" นำรถเข้ามาแล้ว แต่ตรวจพบว่า บริษัทที่นำเข้า
"สำแดงถิ่นกำเนิดเป็นเท็จ"!
ตามสัญญา ต้องเป็นรถประกอบในมาเลย์ แต่ศุลกากรพบว่าเป็นรถสำเร็จรูปมาจากจีน ต้องเสียภาษีอากร ๔๐% และต้องปรับอีก ๒ เท่า ฐานสำแดงเท็จ
ตั้งแต่เดือนธันวายันมกรา ยึกยักจะเอารถเข้ามาก่อนท่าเดียว จะปรับ-จะเสียภาษี ๔๐% ว่ากันทีหลังประมาณนั้น
ขสมก.ออกหน้าเต็มหน้า โดยไม่สนว่า บริษัทเบสท์รินทำผิดสัญญา อีกทั้งรถนั้นยังมีปัญหาด้านภาษีอากร จะ "รับมอบตะพึด"
แถมเข้ากระทรวง ก็ทำเหมือนเอาหูไปนา-เอาตาไปไร่!
แต่กรมศุลฯ ก็ไม่ลดละ กัดไม่ยอมปล่อย ส่วนไหนยอมจ่ายภาษี ๔๐% และภาษีมูลค่าเพิ่ม ก็เอาไปจากท่าเรือ
ส่วนที่ยังเคลียร์ไม่ได้ ถึงมี "อำนาจเหนือ" จะบีบเอาไปก่อนยังไงก็เรื่องมึง
แต่เรื่องกู...ขอสงวนสิทธิ์ในการตรวจสอบ ถ้าตรวจสอบภายหลังแล้วพบว่า ลอตไหนสำแดงถิ่นกำเนิดเท็จ
จะต้องเรียกปรับเป็น ๒ เท่า นับพันล้านกันเลยทีเดียว!
ความจริงก็ไม่ใช่แค่กรมศุลกากรที่ไม่ยอม กระทั่งสำนักงานอัยการสูงสุดก็ไม่ยอม
ส่งหนังสือเตือนแล้ว-เตือนอีก ให้ ขสมก.ชะลอการรับมอบรถที่มีปัญหานี้ไว้ก่อน!
แต่เท่าที่ผมตามดู ขสมก.ถ่างขา กูจะรับ..กูจะรับท่าเดียว
และกระทรวงก็เหมือน "ทำหูหนาตาเล่อ".......
ทั้งๆ ที่ยุคนี้ ก็รู้อยู่แก่ใจ เป็นที่ประชาชนคาดหมาย นอกจากไม่โกงแล้ว ต้อง "ปราบโกง" ด้วย
นายกฯ ประยุทธ์คงอดรน-ทนไม่ไหว ๓๐ มกรา จึงระเบิดความอัดอั้น-ตันอกออกมา
"เมื่ออัยการให้ชะลอตรวจรับ คงไม่สามารถตรวจรับรถได้ กระทรวงคมนาคมต้องไปดู รัฐบาลรับของร้อนไม่ได้อยู่แล้ว ถามว่าประชาชนเดือดร้อนจะทำอย่างไร ก็ต้องทำใหม่ ไม่มีทางเลือกอื่น"
พอนายกฯ พูดเท่านั้นแหละ.........
เมื่อวาน (๓ ก.พ.๖๐) กระทรวงคมนาคม ดอกพิกุลค่อยร่วงจากปาก โดยนายพิชิต อัคราทิตย์ รมช.คมนาคม
"ในสัปดาห์หน้า หากบริษัท เบสท์ริน กรุ๊ป จำกัด ส่งมอบรถเมล์เอ็นจีวีจำนวน ๔๘๙ คัน ให้ ขสมก.ไม่ได้ ก็จะสามารถยกเลิกสัญญาได้ทันที
เนื่องจากที่ผ่านมา ยังไม่สามารถส่งมอบรถให้ได้แม้แต่คันเดียวและต้องเสียค่าปรับมาตลอด
ตามสัญญา ถ้าถูกปรับถึง ๑๐% ตามมูลค่าโครงการ ขสมก.ยกเลิกสัญญาได้ ก็ต้องไปประมูลใหม่ ซึ่งอาจไม่ใช้รถ NGV แล้ว"
ครับ....ก็ใช่น่ะซี!
ในเมื่อเป็นรถนำเข้าผิดกฎหมาย ขืนไปรับมอบ ก็เท่ากับ "รับมอบของผิดกฎหมาย" มันตรงตัวอยู่แล้ว
ไม่เห็นมีอะไรยอกย้อนซ่อนเงื่อนที่ ขสมก.และระดับกระทรวงต้องบกพร่องทางจิตสำนึกเลยนี่?!
ทั้งหมดนี้ เรื่องรถเมล์ NGV ของนักธุรกิจจีนที่เข้ามาหากินในเมืองไทยต้องจอดตายเพราะ "กรมศุลกากร" ในยุค "กุลิศ สมบัติศิริ" เป็นอธิบดี
ก็ต้องเชิดชู-ยกย่องกัน......
ในยามแผ่นดิน "กังฉินขึ้นหม้อ-ตงฉินฝ่อแห้ง"!
ลำพัง "นายหลิน เข่อนัว" หรือ "นายเค่อนั่ว หลิน" ประธานเบสท์ริน กรุ๊ป ผ่านเข้ามาประมูลรถเมล์ NGV นี้ไม่ได้แน่
ถ้าไม่มี "บิ๊กใด-บิ๊กหนึ่ง" อยู่ข้างหลัง?
และ ขสมก.จะดันหัวถลอก "รับมอบตะพึด" แบบนี้ก็คงไม่กล้า ถ้า "หลังไม่แข็ง"
แล้วมันใครหว่า!?

ไทยโพสต์
เปลวสีเงิน• Saturday, February 4, 2017 - 00:00

ประชาชนมีสิทธิ์โต้แย้งนักเสือกได้ทุกสถานที่ในประเทศไทย

จดหมายเปิดผนึกถึงเอกอัครราชทูตนิวซีแลนด์ ไอร์แลนด์ สวีเดน และออสเตรีย

เมื่อ 30 มกราคม ที่ผ่านมา ท่านเอกอัครราชทูตทั้ง 4 ประเทศได้กระทำการในสิ่งที่ผิดมารยาททางการทูตอย่างยิ่ง
ด้วยการจัดแถลงข่าวที่โรงแรมพูลแมน ขอนแก่น ท่านใช้คำว่า กังวลใจต่อสถานการณ์สิทธิมนุษยชนในประเทศไทย
โดยเน้นว่า เฉพาะอย่างยิ่งในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ตลอดจน เสนอแนะให้ประเทศไทยพัฒนาแผนดำเนินธุรกิจ
ให้สอดคล้องกับหลักสิทธิมนุษยชน ตลอดจน สิทธิในการแสดงออกทางการเมืองให้มากขึ้น

ท่านเอกอัครราชทูตทั้ง 4 การกระทำของท่านเปรียบเสมือนคำพังเพยของไทยที่ว่า "กินบนเรือนขี้รดบนหลังคา"
ท่านเข้ามาทำหน้าที่เป็นทูตเพื่อความสัมพันธ์อันดีระหว่างประเทศไทยกับประเทศของท่าน ท่านมาอาศัย ดำรงชีวิต
อย่างมีความสุข ได้รับการต้อนรับอย่างดีเยี่ยงแขกที่ได้รับเกียรติจากคนไทย แต่วันนี้ การกระทำของท่านได้ทำลายความรู้สึกดีๆ ที่คนไทยเคยมีต่อประเทศของท่าน ท่านได้ก้าวก่ายกิจการภายในของไทยมากเกินกว่าความเป็นมิตร
ที่ดีควรปฏิบัติต่อกัน ท่านใช้เวทีขอนแก่นตำหนิประเทศไทย โดยไม่คำนึงถึงความรู้สึกของคนไทย และรัฐบาลไทย

ข้อเสนอแนะ ข้อคิดเห็นต่างๆของท่าน หากเป็นไปด้วยความหวังดี ท่านควรดำเนินการผ่านช่องทางทางการทูต ที่กระทรวงการต่างประเทศของไทยที่พร้อมรับฟังท่าน ไม่ใช่ออกมาพูดในที่สาธารณะอย่างนี้ การกระทำเยี่ยงนี้ ถือ
ได้ว่า ผิดมารยาททางการทูตอย่างยิ่ง ท่านไม่ต้องแสดงความหวังดีด้วยการตำหนิประเทศเจ้าบ้านอย่างนี้ ท่านเป็น
แขกที่เจ้าของบ้านไม่ต้อนรับและไม่ควรให้อยู่อีกต่อไป

ประเด็นปัญหาสิทธิเสรีภาพ เป็นประเด็นที่ถูกหยิบยกขึ้นมาเพื่อสร้างความแบ่งแยก เลือกปฏิบัติ เป็นประเด็นที่ประเทศใหญ่ อ้างว่า ประเทศตนเองเจริญแล้ว และบีบบังคับให้ประเทศเล็กกว่าต้องปฏิบัติตามในมาตรฐานของประเทศตนเอง
มิเช่นนั้น จะต้องได้รับการลงโทษ ด้วยมาตรการกีดกันทางการค้า และมาตรการที่ไม่ใช่ทางการค้า non trade barriers
ท่านต้องเข้าใจว่า แต่ละประเทศมีขนบธรรมเนียม มีวัฒนธรรม มีประวัติศาสตร์ที่แตกต่างกัน มีหนทางในการดำเนินวิถีประชาธิปไตยที่ไม่จำเป็นต้องเหมือน หรือลอกเลียนแบบตะวันตก

ผมมั่นใจว่า ประเทศไทยไม่มีปัญหาสิทธิมนุษยชน และบางครั้งสิทธิเสรีภาพในบางเรื่องของไทยกว้างขวางมาก และ
ในบางเรื่องอาจจะกว้างขวางมากเกินไปด้วยซ้ำ ในทางตรงข้าม หลายประเทศมีปัญหามากกว่านี้ด้วยซ้ำ แต่เอกอัครราชทูตของท่านในประเทศเหล่านั้นก็ไม่ได้กระทำการอย่างที่ท่านทำ นั่นหมายความว่า สิ่งที่ท่านกระทำนี้
ไม่ใช่นโยบายของประเทศของท่าน แต่เป็นการกระทำนอกอำนาจหน้าที่ที่ได้รับมอบหมาย

หากท่านอึดอัดใจมากในการปฏิบัติหน้าที่ในประเทศไทย กลับบ้านไปเถอะ

นันทิวัฒน์ สามารถ
3 กุมภาพันธ์ 2560
https://www.facebook.com/nantiwat.samart?hc_ref=PAGES_TIMELINE&fref=nf
https://www.facebook.com/Paisal.Fanpage/?fref=ts

สส.หญิงมะกันแฉมะกันเองว่าให้การหนุนหลังก่อการร้าย

02-02-60/14 : มันแสบจี๊ด..ถึงทรวง !! สส.หญิงมะกันแฉมะกันเองว่าให้การหนุนหลังก่อการร้ายซะเอง หลังไปตรวจหลักฐานด้วยตนเองที่ซีเรีย ไม่มีกบฎสายกลางอย่างที่ลิงดำอ้างมีแต่เหี้ยกับเหี้ยเท่านั้น !! โปรมะกันเงิบแดกทั้งบาง พร้อมคลิปให้สัมภาษณ์แฉแหลกของเธอ
-------------------------------------------------------------------------------
ส.ส.หญิงสหรัฐกลับจากซีเรียพร้อม “หลักฐาน” แฉโอบามาให้ทุนหนุนไอซิส
ส.ส.หญิงสหรัฐ “ทูลซี่ แกบบาร์ด” (Tulsi Gabbard) ให้สัมภาษณ์ซีเอ็นเอ็นบอกว่า เธอมีหลักฐานว่ารัฐบาลโอบามาให้การสนับสนุนเงินทุนแก่ไอซิสและอัลกออิดะห์
แกบบาร์ด สมาชิกสภาครองเกรสจากฮาวาย ได้เดินทางไปซีเรียอย่างลับๆ ในภารกิจเพื่อค้นหาความจริงเกี่ยวกับการโกหกและการโฆษณาชวนเชื่อ แล้วก็พบว่าอะไรคือสิ่งที่เกิดขึ้นจริงๆ ในพื้นที่
ทันทีเมื่อเธอกลับมาสำนักข่าวซีเอ็นเอ็นได้จองตัวเธอเพื่อ “สัมภาษณ์พิเศษ” แล้วแกบบาร์ดก็ได้บอกข้อเท็จจริงที่พวกเขาไม่อยากได้ยิน : เธอมีหลักฐานว่ารัฐบาลโอบามาให้การสนับสนุนเงินทุนแก่ผู้ก่อการร้ายไอซิสและอัลกออิดะห์
เธออธิบายให้ “เจค แท็ปเปอร์” ผู้สื่อข่าวซีเอ็นเอ็นว่า เธอได้พบกับผู้คนที่ดำเนินชีวิตอยู่ในอาเลปโปและดามัสกัส แกบบาร์ดกล่าวว่า ชาวซีเรีย “แสดงออกถึงความสุขและยินดีที่ได้เห็นชาวอเมริกันเดินเล่นตามถนนของพวกเขา” แต่พวกเขาก็อยากจะรู้ด้วยว่า “ทำไมประเทศสหรัฐอเมริกา และพันธมิตร รวมถึงประเทศอื่นๆ จึงได้ให้การสนับสนุนและให้อาวุธกับกลุ่มก่อการร้าย อย่างอัลนุสราห์ อัลกออิดะห์ ไอซิส ที่อยู่ในพื้นที่นี้ ซึ่งทั้งข่มขืน ลักพาตัว ทรมาน และฆ่าประชาชนซีเรีย?”
“พวกเขาถามฉันว่า ทำไมสหรัฐอเมริกาถึงสนับสนุนกลุ่มก่อการร้ายเหล่านี้ซึ่งได้ทำลายประเทศซีเรีย -ในเมื่อมันก็คือกลุ่มอัลกออิดะห์ที่เคยโจมตีสหรัฐอเมริกาในเหตุการณ์ 9/11 ไม่ใช่ซีเรีย”
“ฉันไม่สามารถตอบคำถามเหล่านี้ได้”
สิ่งที่แกบบาร์ดพูดเป็นเรื่องเกินคาดสำหรับผู้สื่อข่าวซีเอ็นเอ็น ซึ่งก็มีท่าทีไม่เป็นมิตรต่อเธอตั้งแต่เริ่มต้นสัมภาษณ์
เขาทำหน้ามึน กล่าวด้วยเสียงขึงขังว่า “เห็นได้ชัดว่ารัฐบาลสหรัฐฯปฏิเสธการให้ความช่วยเหลือใดๆ ต่อกลุ่มก่อการร้ายตามที่คุณกำลังพูดถึง พวกเขากล่าวว่าพวกเขาให้ความช่วยเหลือต่อกลุ่มกบฏ”
ถ้าคำพูดนี้ของผู้สื่อข่าวซีเอ็นเอ็นเสมือนการเปิดช่องให้ถูกน๊อคเอาท์ สำหรับส.ส.แกบบาร์ดแล้วเธอก็คงมองเห็นมาตั้งแต่ไกล
โดยไม่พลาดจังหวะเธอค่อยๆ แยกแยะวิธีคิดที่ผิดพลาดของเขาให้ฟังอย่างใจเย็น โดยกล่าวว่า “เจค ความจริงก็คือ ทุกที่ซึ่งฉันไปมา ทุกคนที่ฉันพูดคุยด้วย ฉันถามคำถามนี้กับพวกเขา และโดยไม่ลังเลพวกเขากล่าวว่า ‘ไม่มีกบฏสายกลาง ใครกันคือกบฏสายกลางเหล่านี้ที่ผู้คนพูดถึงกัน?”
“โดยไม่คำนึงถึงชื่อของกลุ่มเหล่านี้ กองกำลังต่อสู้ที่แข็งแกร่งที่สุดในสมรภูมิซีเรียก็คือ อัลนุสราห์ หรืออัลกออิดะห์ และไอซิส นั่นคือความจริง และยังมีกลุ่มอื่นที่แตกต่างกันอีกจำนวนหนึ่ง แต่พวกเขาทั้งหมดก็ต่อสู้เคียงข้างกัน ด้วยหรือภายใต้คำสั่งของกลุ่มที่แข็งแกร่งที่สุดในพื้นที่ซึ่งเป็นความพยายามที่จะโค่นล้มอัสซาด”
ส.ส.หญิงสหรัฐ “ทูลซี่ แกบบาร์ด” ยังอธิบายอย่างกล้าหาญให้เห็นภาพชัดของการเล่าเรื่องเท็จที่ถูกกุโดยกลุ่มภราดรภาพมุสลิม ฝ่ายบริหารของโอบามา จอห์น แม็คเคน อดัม คิซซิงเจอร์ และอีวาน แม็คมุลลิน ซึ่งทั้งหมดที่เอ่ยชื่อมาเป็นผู้ที่ให้การสนับสนุนกลุ่มก่อการร้ายต่างๆ ในประเทศซีเรีย ซึ่งสามารถสรุปได้ว่า :
ไม่มี “กบฏสายกลาง” ในซีเรีย “กบฏสายกลาง” เป็นเพียงนิยายโฆษณาชวนเชื่อของโอบามา ฝ่ายต่อต้านอัสซาดนั้นถูกนำโดยไอซิสและอัลกออิดะห์ – และพวกเขาได้ข่มขืน ลักพาตัว และฆ่าผู้หญิงซีเรีย ผู้ชายและเด็ก – และกลุ่มกบฏที่มีขนาดเล็กๆ ซึ่งต่อสู้ต้านอัสซาดก็เป็นพันธมิตรกับไอซิสและอัลกออิดะห์
โดยกลุ่มเหล่านี้เป็นกลุ่มที่รัฐบาลโอบามาให้เงินทุนและการสนับสนุน

อ้างอิง :
http://yournewswire.com/congresswoman-obama-funded-isis/
http://www.publicpostonline.net/12683
จากเพจ: หมีCNN 2/2/2560

ทำไมวอชิงตันโพสต์วิเคราะห์ว่าไทยเสี่ยงรัฐประหารที่สุด???

ทำไมวอชิงตันโพสต์วิเคราะห์ว่าไทยเสี่ยงรัฐประหารที่สุด???
1เป็นความต้องการที่จะเปลี่ยนรัฐบาลไทยให้เป็นรัฐบาลหุ่นที่สั่งได้ใช้คล่องเพราะรัฐบาลนี้เป็นไทและเพื่อไทย
2ได้ทำอะไรไว้มากเพืี่อสร้างสถานการณ์ความขัดแย้งจนรัฐบาลควบคุมไม่ได้แล้วจะมีการแทรกแซงให้รัฐบาลล้มแล้วจะฉวยโอกาสตั้งรัฐบาลหุ่นหรือก่อสงครามกลางเมืองแบบซีเรีย แต่คนไทยรู้ทันและสนับสนุนรัฐบาลแน่นหนา
3แผนล้มเจ้าโดยการริดรอนโดยรัฐธรรมนูญล้มเหลว
4ต้องการส่งสัญญานว่ามีความขัดแย้งในกองทัพเพื่อให้แตกแยกกัน แต่ผิดคาดเพราะกองทัพเป็นเอกภาพและจงรักภักดีมั่นคง การปล่อยข่าวชั่วๆล้มเหลวหมด
ขอเพียงพวกเราชาวไทยสามัคคีกัน ไม่เป็นเครื่องมือใครในการก่อความขัดแย้งหรือความรุนแรง มีความจงรักภักดียึดมั่นในพระมหากษัตริย์เป็นศูนย์รวมใจ เราจะปลอดภัยแน่นอน

เพจ: Paisal Puechmongkol 2/2/2560

Pages

Subscribe to สววท. RSS