นายตำรวจเดนมาร์คสละชีพปกป้องเมืองลำปาง! ขณะคนมีหน้าที่รักษาบ้านเมืองตัวเองกลับถอดเครื่องแบบหนีโจรปล้นเมือง!!


เด็กหนุ่มจากเดนมาร์ค วัยเพิ่ง ๒๔ ปี สละยศร้อยตรีทหารเดนมาร์ค ข้ามน้ำข้ามทะเลมาเป็นตำรวจไทยสมัย ร.๕เมื่อเกิดกบฏเงี้ยวเข้าปล้นเมืองแพร่
ฆ่าเจ้าเมืองและข้าราชการอย่างโหดเหี้ยม จากนั้นมุ่งเข้าปล้นเมืองลำปางต่อ ความอัมหิตของเงี้ยวทำให้ข้าราชการแม้แต่ทหารตำรวจ
ที่มีหน้าที่ปกป้องบ้านเมืองของตัวเองกลับพากันถอดเครื่องแบบหนี แต่นายตำรวจหนุ่มต่างชาติไม่ยอมละทิ้งหน้าที่ที่รับมอบมา
ตั้งป้อมสู้ตามหลักยุทธศาสตร์จนเงี้ยวแตกกระเจิง แต่ชะล่าใจไปหน่อยตอนไล่ล่า ถูกซุ่มยิงจนเสียชีวิต ทิ้งแม่แก่ๆที่พึ่งค่าเลี้ยงดูจากลูกไว้ที่บ้านเกิด
สมเด็จพระพุทธเจ้าหลวงจึงทรงพระมหากรุณาส่งเงินยังชีพเลี้ยงดูแทนตลอดชีวิต

ชีวิตที่น่าทึ่งในประวัติศาสตร์ผู้นี้ มีชื่อว่า แฮนส์ มาควอร์ด เย็นเซ็น ซึ่งได้รับการชักชวน
จาก นายพันโทพระวาสุเทพ (G.Schau) ชาวเดนมาร์คด้วยกัน
ซึ่งเข้ามาเป็นเจ้ากรมตำรวจภูธร และถูกส่งไปเป็นครูฝึกตำรวจภูธรที่นครเชียงใหม่ มียศนายร้อยเอก

ตอนเกิดกบฏเงี้ยวในเดือนกรกฎาคม พ.ศ. ๒๔๔๕ พวกเงี้ยวซึ่งเป็นคนที่อพยพมาจากรัฐฉาน ซึ่งมีทั้งไทยใหญ่และพม่า เกิดความไม่พอใจในการปฏิบัติของข้าราชการไทย
ได้บุกเข้ายึดเมืองแพร่ ฆ่าเจ้าเมืองและข้าราชการตายหลายคน จากนั้นก็ได้ใจจะไปยึดเมืองลำปางต่อ พอมีข่าวว่าเงี้ยวจะมาลำปาง ทั่วทั้งเมืองก็พากันขวัญกระเจิง กลัวความโหดเหี้ยมอำมหิตของเงี้ยว

นายร้อยเอกเย็นเซ็นได้รับคำสั่งจากข้าหลวงใหญ่นครเชียงใหม่ ให้คุมตำรวจ ๕๐ นายเดินทางไปช่วยลำปาง การที่เชียงใหม่ส่งกำลังตำรวจไปให้แค่นั้น
ก็เพราะไม่แน่ใจว่าเงี้ยวทางเชียงใหม่จะลุกฮือขึ้นเหมือนกันหรือเปล่า

ร้อยเอกเย็นเซ็นเดินทาง ๔ วันถึงลำปาง และประสานงานกับ หลุยส์ ที เลียวโนเวนซ์ ลูกชายของแหม่มแอนนา ครูสอนภาษาอังกฤษในราชสำนักสมัยรัชกาลที่ ๔
ซึ่งได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าฯให้ทำป่าไม้สักที่ลำปาง และเกณฑ์ผู้คนมาตั้งรับมือเงี้ยวอยู่ก่อนแล้ว
แต่ร้อยเอกเย็นเซ็นพบว่าคนของหลุยส์ล้วนแต่เป็นชาวบ้าน ไม่สันทัดในการสู้รบ จึงให้ช่วยทำป้อมบังเกอร์ที่หัวถนนใหญ่ตอนเข้าเมืองไว้ทุกด้าน

ในวันที่ ๔ สิงหาคม หลังจากที่ร้อยเอกเย็นเซ็นมาถึงลำปางได้ ๖ วันพวกเงี้ยวก็มาถึง ด้วยความฮึกเหิมที่มีชัยมาตลอด ประกาศว่าจะฆ่าเฉพาะข้าราชการไทยเท่านั้น
และยังมีเงี้ยวจากเมืองลอง เมืองสอง สมทบมาด้วยมีกำลังถึง ๔๐๐ คน หลายคนสักยันต์เต็มตัวดำมืดตั้งแต่คอจรดข้อเท้า เชื่อมั่นว่าอยู่ยงคงกะพันยิงฟันไม่เข้า
เดินดาหน้าเข้ามาเต็มถนนด้วยความลำพองใจ ตำรวจของนายร้อยเอกเย็นเซ็นที่ซุ่มอยู่ในบังเกอร์จึงเลือกยิงเอาตามสบาย พวกเงี้ยวก็ไม่กลัวตาย
ดาหน้าเข้ามาเป็นศพแล้วศพเล่า พยายามอยู่ ๒ ชั่วโมงก็ไม่สามารถาฝ่าด่านได้ จึงต้องยอมถอยไป โดยตำรวจไทยของนายร้อยเอกเย็นเซ็นไม่มีใครเป็นอันตรายแม้แต่คนเดียว แต่เหลือกระสุนคนละ ๕๐ นัดเท่านั้น

ส่วนด้านอื่นๆ ปรากฏว่าทหารตำรวจส่วนใหญ่และข้าราชการ พากันถอดเครื่องแบบหนีกันไปก่อนเงี้ยวจะมาถึงแล้ว เคราะห์ดีที่ไม่มีการโจมตีทางด้านนั้น

เมื่อมีข่าวว่าเงี้ยวจะเข้าโจมตีอีกในวันรุ่งขึ้น ร้อยเอกเย็นเซ็นจึงให้อพยพเจ้าหลวงกับสตรีและเด็ก พร้อมขนเงินในคลังไปอยู่ที่บ้านของหลุยส์ ที เลียวโนเวนส์
เพราะพอมีกำลังคุ้มกันได้ ส่วนที่ยังขนไม่หมดก็จัดตำรวจเฝ้าไว้ แต่เมื่อไปขนอีกเที่ยว ก็พบว่าตำรวจที่เฝ้าหายตัวไป เงินในคลังถูกปล้นไปหมด เมืองทั้งเมืองเป็นเมืองร้าง
ร้อยเอกเย็นเซ็นทราบว่ามีตำรวจจำนวนหนึ่งกำลังเดินทางหนีไปเชียงใหม่ จึงขี่ม้าไปตามนำกับมาได้ ๕๐ คน แต่รุ่งขึ้นก็ไม่มีการโจมตีจากเงี้ยวอีก คงเข็ดขยาดที่ตายกันเป็นเบือ

หลังจากพ่ายแพ้อย่างยับเยินไปแล้ว พวกเงี้ยวได้รวบรวมกำลังคนก่อกำเริบขึ้นอีกในต้นเดือนตุลาคม ยกกำลังจากเชียงคำเข้าพะเยาและงาว มีจุดหมายจะเข้าปล้นลำปางอีก

พระยาอนุชิตชาญชัย แม่ทัพที่ลำปาง ได้สั่งให้นายร้อยเอกเย็นเซ็นคุมตำรวจภูธร ๘๐ นายไปปราบเงี้ยวที่พะเยา และให้ทหาร ๔๐๐ คนตามไปในวันรุ่งขึ้น

นายร้อยเอกเย็นเซ็นไปถึงบ้านแม่กาในวันที่ ๑๔ ตุลาคม พอข้ามน้ำแม่กาไปก็พบเงี้ยวจากพะเยา ขุดสนามเพลาะริมฝั่งห้วยเกี๋ยงที่ไหลลงสู่แม่น้ำแม่กาเตรียมรับอยู่แล้ว ทั้งสองฝ่ายได้ยิงเข้าใส่กัน
ฝ่ายไทยยิงเงี้ยวตายไป ๑๐ คน บาดเจ็บมีรอยเลือดไปตามรายทางอีกมาก นายร้อยเอกเย็นเซ็นปักหลักอยู่หลังต้นไม้ใหญ่ ห่างจากสะพานข้ามห้วยเกี๋ยงราว ๓๐๐ เมตร
พวกเงี้ยวได้คืบคลานมาตามพงหญ้า แล้วลอบยิงนายร้อยเอกเย็นเซ็นถูกอกซ้ายถึง ๓ นัดเสียชีวิตตรงนั้น

พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าฯรับสั่งถึงการตายของนายร้อยเอกเย็นเซ็นในวัย ๒๔ นี้ว่า

“แต่ที่จริงซึ่งนายร้อยเอกเย็นเซ็นตายนี้เหนจะเปนด้วยกล้าเกินไป อย่างเช่นเคยสำแดงเดชมาแล้ว คือชักดาบออกวิ่งหน้าทหารอย่างทหารฝรั่ง
แต่ไอ้พวกนี้มันสนัดแอบยิง ซุ่มยิง คราวก่อนข้างฝ่ายเงี้ยวเปนผู้มาตีในที่แจ้ง คราวนี้อยู่ในสนามเพลาะ เราเปนผู้ไปตีอยู่ในที่แจ้ง แต่ไม่ปรากฏว่าฝ่ายเรามีผู้ใดตาย นอกจากนายร้อยเอกเย็นเซ็นคนเดียว”

ศพของนายร้อยเอกเย็นเซ็นมีการประกอบพิธีอย่างสมเกียรติ ในฐานะวีรบุรุษผู้ปกป้องเมืองลำปาง
โดยมีทั้งพิธีพุทธและพิธีคริสต์แล้ว จึงนำไปฝัง ณ สุสานอเมริกันในเมืองลำปาง โดยมีแท่งศิลาและป้ายจารึกไว้ว่า

“นายร้อยเอกเย็นเซ็น ชาวเดนมาร์ค อายุ ๒๔ ปี เปนตำรวจภูธรมณฑลพายัพ ถึงแก่กรรมเวลาต่อสู้กับผู้ร้ายเมื่อวันที่ ๑๔ ตุลาคม ศก ๑๒๑ ที่ตำบลบ้านแม่กา แขวงเมืองพะเยา”

ต่อมาในปี พ.ศ.๒๔๒๑ สุสานนี้ถูกปิดเพื่อนำพื้นที่ไปใช้อย่างอื่น ศพถูกย้าย จนกระทั่งหลังสงครามโลกครั้งที่ ๒ กงสุลอังกฤษประจำเชียงใหม่
ได้ย้ายเฉพาะแท่งศิลาเหนือหลุมฝังศพไปยังสุสานชาวต่างประเทศที่เชียงใหม่ มีคำจารึกเป็นภาษาอังกฤษ ไว้ว่า

อนุสาวรีย์
ของ
แฮนส์ มาควอร์ด เย็นเซ็น
นายร้อยเอกในกองตำรวจภูธร
เกิดในเดนมาร์ค ๑๘๗๘
เสียชีวิตโดยโจร ที่บ้านแม่กา พะเยา
เมื่อ ๑๔ ตุลาคม ๑๙๐๒

และสถานที่ซึ่งนายร้อยเอกเย็นเซ็นเสียชีวิตที่ห้วยเกี๋ยง บ้านแม่กา ใต้พะเยาลงมา ๑๑ ก.ม. ตรงหลัก ก.ม.ที่ ๗๒๕.๖ จากกรุงเทพฯ ห่างจากถนนไป ๑๐๐ เมตร
ก็มีอนุสาวรีย์ของร้อยเอกเย็นเซ็นด้วยเช่นกัน

กรมหลวงนเรศวรฤทธิ์ พระอนุชา ได้กราบบังคมทูลพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าฯถึงการเสียชีวิตของนายร้อยเอกเย็นเซ็น ซึ่งมีแม่ชราที่ต้องส่งเสียเลี้ยงดูอยู่ที่เดนมาร์ค
เพราะพ่อเพิ่งเสียชีวิต พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวจึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานเบี้ยยังชีพปีละ ๓,๐๐๐ บาทให้แก่แม่ของนายร้อยเอกเย็นเซ็น จนกระทั่งถึงแก่กรรมใน พ.ศ. ๒๔๘๑ สมัยรัชกาลที่ ๘

ในปี พ.ศ.๒๔๔๙ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ครั้งยังทรงพระอิสริยยศเป็นสมเด็จพระยุพราช
ได้เสด็จประพาสมณฑลพายัพ ทรงพระราชนิพนธ์โคลง ๔ สุภาพ ๒ บท ในลิลิตพายัพ สดุดีวีรกรรมของนายร้อยเอกเย็นเซ็น ไว้ว่า

ตอนบ่ายขับม้าผ่าน แลเห็น
ที่ตำรวจร้อยเอกเย็น เซ่นม้วย
เพราะไล่รุกเงี้ยวเปน สามารถ
สนองเดชภูเบศวร์ด้วย ชีพครั้งจำเปน
เย็นเซ่นเดนมาร์คเชื้อ ชาติไฉน
สวามิภักดิ์ตราบบรรลัย ชีพได้
ควรเราที่เปนไทย จำเยี่ยง
ผิวะเหตุโอกาสไซร้ เกิดแล้วไป่สยอง

http://manager.co.th/OnlineSection/ViewNews.aspx?NewsID=9600000003268

โดย โรม บุนนาค
11 มกราคม 2560 11:45 น

ชีวิตพัง สังคมรังเกียจ! “ครูจอมทรัพย์” แพะรับบาป ขอทวงคืนความจริง!


ความยุติธรรมอยู่แห่งใด! จับครูผู้บริสุทธิ์ยัดคุก 1 ปี 6 เดือน ในคดีขับรถชนคนตาย เพราะตำรวจจำทะเบียนรถคลาดเคลื่อน สับสนจังหวัด เปลี่ยนแปลงสำนวนฆาตกรจาก “ผู้ชาย” กลายเป็น “ผู้หญิง”
รถที่ชนคนตายเป็นสีเขียว แต่รถของครูผู้บริสุทธิ์เป็นสีน้ำตาลบรอนซ์! แม้จะพ้นโทษออกจากคุกแล้วแต่ครูก็ยืนหยัดสู้ต่อเพื่อทวงคืนความจริง กระทั่งคนผิดที่ชนคนตายตัวจริงโผล่ยอมรับสารภาพ
สังคมถามหาความรับผิดชอบจากตำรวจผู้ทำคดี และบทลงโทษ เพราะคุณได้ทำชีวิตครูคนหนึ่งพังย่อยยับไปเรียบร้อยแล้ว

สุดช้ำ! หลักฐานพยานชี้ชัดบริสุทธิ์ แต่ต้องติดคุก

จอมทรัพย์ แสนเมืองโคตร อดีตครูโรงเรียนแห่งหนึ่งใน จ.สกลนคร วัย 54 ปี ผู้รับราชการครูมา 31 ปี เป็นที่เคารพนับถือในโรงเรียน ถูกศาลตัดสินจำคุก 3 ปี 2 เดือน
ในคดีขับรถโดยประมาททำให้ผู้อื่นถึงแก่ชีวิต เมื่อปี 2548 และถูกจำคุกเมื่อปี 2556 ก่อนได้รับอภัยโทษออกมาเมื่อปี 2558 รวมเวลาอยู่ในคุก 1 ปี 6 เดือน กับใจที่แสนจะบอบช้ำ

ย้อนไปในคืนวันที่ 11 มีนาคม 2548 เวลาประมาณ 20.00 น. สภ.เรณูนคร จ.นครพนม ได้รับแจ้งว่ามีรถชนคนขี่จักรยานตาย ตำรวจ สภ.เรณูนคร
จึงไปเช็กทะเบียนรถ จำได้เพียงว่า ทะเบียน บค 56 แต่จำจังหวัดไม่ได้ จึงสุ่มมาที่ขนส่งสกลนครเพื่อถามหาทะเบียน บค 56
จากนั้นจึงส่งหมายเรียกมาหาครู ผู้เป็นเจ้าของรถ บค 56 สกลนคร รถสีน้ำตาลบรอนซ์ ทั้งที่ครูยืนยันว่า ในวันที่ 11 มี.ค.
วันเกิดเหตุ รถจอดอยู่ที่บ้าน ขณะเกิดเหตุกำลังพักผ่อนนอนดูทีวีอยู่กับครอบครัวที่ จ.สกลนคร ยืนยันไม่เคยขับรถชนคนตาย

http://www.manager.co.th/Daily/ViewNews.aspx?NewsID=9600000003514

โดย ผู้จัดการรายวัน
11 มกราคม 2560 19:13 น

ทรัมปป์ด่า CNN สื่อจอมปลอม

Trump slams BuzzFeed as 'failing pile of garbage,' rejects CNN question over 'fake' report

คลิกฟังรายละเอียด
https://youtu.be/1IDF-8khS3w

การแก้ปัญหารถตู้แบบนโปเลียน

การแก้ปัญหารถตู้แบบนโปเลียน
โดย สิริอัญญา
วันพุธที่ 11 มกราคม 2560
มาถึงวันนี้ปัญหาของรถตู้บริการสาธารณะได้เป็นปัญหาใหญ่ปัญหาหนึ่งของประเทศชาติ ที่สะท้อนออกจากอุบัติเหตุรถยนต์ที่มีจำนวนสูงที่สุด
โดยในแต่ละปีมีผู้บาดเจ็บล้มตายจำนวนมาก อาจจะไม่น้อยกว่าการตายในสงครามซีเรียและอิรักด้วยซ้ำไป
ในจำนวนผู้เจ็บตายจากอุบัติเหตุรถยนต์นั้นส่วนใหญ่เป็นเหตุที่เกิดมาจากรถตู้บริการสาธารณะ ทั้งเป็นรถตู้สาธารณะที่วิ่งระหว่างเมืองหรือพูดง่ายๆว่าวิ่งระหว่างจังหวัดหรือวิ่งทางไกล และที่วิ่งในเมืองใหญ่ ๆ
ปัญหาที่เจ็บและตายมากก็เกิดจากสามสาเหตุ คือ
ปัญหาแรก สภาพของรถ ที่ตัวรถเองก็มีปัญหา เช่น กระจกไม่ได้มาตรฐาน เมื่อเกิดการกระแทกแตกก็ไม่เป็นเม็ดกระจาย ทำให้เกิดการบาดเจ็บและล้มตายได้โดยง่ายด้วยกระจกแหลมคม
ทั้งการติดกระจกก็เป็นการติดตาย ไม่สามารถเลื่อนได้ เมื่อเกิดเหตุแล้วก็เปิดไม่ออก เป็นเหตุให้ถูกไฟคลอกตายกันทั้งคัน
นอกจากสภาพนั้นแล้วก็เกิดการใช้รถที่หันมาใช้แก๊ส ซึ่งปกติติดถังแก๊สกันถังเดียว แต่เพราะความเห็นแก่ตัวและความไม่พร้อมจึงไม่มีสถานีเติมแก๊สอย่างทั่วถึง หรือราคาเหลื่อมล้ำกัน
ดังนั้นเจ้าของรถจึงติดแก๊สคันละ 2-3 ถัง เมื่อเกิดอุบัติเหตุก็กลายเป็นระเบิดลูกใหญ่ที่ไม่มีใครกล้าเข้าไปช่วยเหลือเพราะไม่รู้ว่าถังแก๊สใบไหนจะระเบิดเวลาไหน
ปัญหาที่สอง เกิดจากการใช้รถที่เป็นต้นเหตุให้เกิดอุบัติเหตุได้โดยง่าย เช่น ใช้คนขับที่ไม่ได้มาตรฐาน หรือทำงานหนักเกินจนต้องกินยาม้า ยาบ้า
หรือยาบำรุงเพื่อให้ทำงานได้เป็นเวลานาน ๆ จนตาค้างหลับนก หลับใน เกิดเหตุตายแล้วก็ไม่รู้ว่าตายด้วยซ้ำไป
นอกจากนั้น ก็เกิดจากการใช้รถไม่บันยะบันยัง ไม่มีการตรวจสภาพรถกันจริง ๆ จัง ๆ ตามที่กฎหมายกำหนด
เช่น ใช้รถจนดอกของยางรถเสื่อมหมดไม่มีเหลือก็ยังดันทุรังใช้กันอยู่ จึงเกิดระเบิดและเกิดอุบัติเหตุได้โดยง่าย
ปัญหาที่สาม เกิดจากการที่เอื้อประโยชน์ให้กับผู้ประกอบการรถยนต์จนเกิดการผูกขาดและเกิดความไร้มาตรฐานขึ้นอย่างทั่วด้าน
ดังเช่น สภาพของรถก็ด้อยกว่ามาตรฐานกว่ารถยี่ห้อเดียวกัน รุ่นเดียวกัน ที่มีจำหน่ายขายในประเทศอื่น และมีการผ่อนปรนไม่เอาจริงเอาจังในการอนุญาตให้ประกอบการสาธารณะ
รวมทั้งมีการหย่อนยานในการกำกับควบคุมดูแลผู้ขับขี่จึงมีพวกอ่อนหัดขาดประสบการณ์ หรือกระทั่งไม่มีใบอนุญาตมาขับขี่รถยนต์สาธารณะ
หรือเสพสารเสพติดหรือของมึนเมาจนคุมสติไม่ได้ ซึ่งเหล่านี้ล้วนเป็นต้นเหตุให้เกิดอุบัติเหตุได้ทั้งสิ้น
ถามว่าเหตุใดจึงมีการใช้รถตู้ซึ่งเกือบทั้งหมดเป็นรถตู้ของญี่ปุ่น มีเพียงส่วนน้อยที่เป็นรถจากเกาหลี และเป็นรถที่มีที่นั่งประมาณ 11 ที่นั่งเท่านั้น
เมื่อนำมาเป็นรถโดยสารก็ต้องดำเนินการกันให้คุ้ม เหตุนี้จึงมีการบรรทุกผู้โดยสารเกินจำนวนที่กำหนดกันโดยทั่วไป เช่นบรรทุกกันถึง 20-25 คนเป็นต้น
ความแออัดยัดเยียดนอกจากเป็นการทำร้ายสุขภาพของประชาชนแล้ว ยังเป็นต้นเหตุสำคัญของความไร้ความปลอดภัย
เหตุที่มีการใช้รถตู้กันเป็นจำนวนมากก็เพราะว่ามีการห้ามนำเข้า ห้ามจดทะเบียนสำหรับรถมินิบัส หรือรถไมโครบัส แม้กระทั่งรถบัสขนาดใหญ่
ถึงหากจะนำเข้าได้ก็ลำบากยากเย็นแสนเข็ญ ด้วยข้ออ้างว่าส่งเสริมการต่อรถในประเทศ และด้วยข้ออ้างเช่นนี้จึงมีปัญหาโดยทั่วไป
กิจการขนส่งสาธารณะซึ่งต้องใช้รถมินิบัสหรือรถไมโครบัสเป็นอย่างต่ำที่สุด หรือแม้การใช้ในการขนส่งผู้คนในเมืองระดับ 25 คน ซึ่งประหยัดกว่ารถตู้ก็ไม่สามารถใช้ได้ เพราะนำเข้ามาจดทะเบียนไม่ได้
แม้กระทั่งรถบัสขนาดใหญ่ก็มีปัญหาดังตัวอย่างปัญหาการขาดแคลนรถบัสของ ขสมก. ซึ่งขาดแคลนยืดเยื้อเรื้อรังมา 7 รัฐบาลแล้ว
ก็ยังเอารถมาวิ่งไม่ได้ ล่าสุดแม้กระทั่งทำสัญญาคุณธรรมเพื่อการนำเข้ารถบัสก็มีปัญหาส่อไปในทางทุจริต จนถูกกรมศุลกากรอายัดรถไว้จนกระทั่งบัดนี้
รวมความว่าประเทศไทยของเรานี้มีปัญหาเกี่ยวกับการเอื้อประโยชน์ให้กับกลุ่มผลประโยชน์รถยนต์ที่เป็นผู้ผลิตรถตู้โดยสาร
ที่เอื้อประโยชนกันจนสุดลิ่มทิ่มประตู จนผู้คนบาดเจ็บล้มตายวายวอดและเกิดความเดือดร้อนในการโดยสารทุกหย่อมหญ้า
ที่สำคัญคือไม่มีใครหน้าไหนที่ยอมแก้ไขเรื่องนี้ ราวกับว่ามีอะไรมัดมือไว้ไม่ให้แก้ไข หรือมีอะไรยัดปากไว้ไม่ให้พูด
ด้วยเหตุนี้ปัญหาเรื่องการผูดขาดรถตู้จึงเป็น 1 ใน 3 เรื่องของปัญหาใหญ่ของชาตินอกจากปัญหาพลังงานและการคอร์รัปชั่นแล้ว
เมื่อเกิดปัญหาขึ้นแล้ว บางพวกก็โยกโย้ว่าการแก้ปัญหานี้ต้องใช้เวลาถึงปี 2562 ซึ่งเป็นการพูดแบบผายลม หาแก่นสารอันใดมิได้
เพราะคำพูดดังกล่าวนั้นสามารถถอดความหมายได้ว่า กูไม่รับผิดชอบโว้ย! เพราะเมื่อถึงเวลานั้น คนที่มีอำนาจหน้าที่ดูแลเรื่องนี้ก็จะพ้นจากอำนาจหน้าที่ไปแล้ว
ก็น่าแปลกใจว่าในยุคนี้สมัยนี้จะปล่อยให้คนแบบนี้มาผายลมกลางเมืองได้อย่างไร หากเป็นนักมวยก็ควรจะไล่ลงจากเวทีไปได้แล้ว!
อีกพวกหนึ่งก็ออกความคิดเห็นในการแก้ปัญหาเรื่องนี้ด้วยการจะออกกฎหมายในทางเพิ่มโทษอย่างแสนสาหัส จนผู้คนด่ากันทั้งบ้านทั้งเมือง
ที่เอะอะอะไรก็อ้างแต่กฎหมาย คิดจะออกแต่กฎหมาย โดยไม่สำเหนียกเลยว่าหลายเรื่องหลายราวที่วางโทษถึงขั้นประหารชีวิตก็ยังทำผิดกันอยู่
ดังเช่นการทุจริตหรือการใช้อำนาจหน้าที่โดยทุจริต หรือการค้ายาเสพติด ล้วนมีโทษประหารชีวิตทั้งสิ้น แต่กฎหมายที่มีโทษสถานหนักเหล่านี้ก็ยังไม่มีทีท่าว่าจะเยียวยาปัญหาการทุจริตหรือปัญหายาเสพติดได้เลย
เรื่องที่ผู้คนด่ากันทั้งบ้านทั้งเมืองอยู่ตรงที่แทนที่จะแก้ปัญหาให้ตรงจุด กลับไปแก้ปัญหาในทางลงโทษชาวบ้านที่ไม่รู้อิโหน่อิเหน่
เช่น การไปออกมาตรการมากมายกับรถกระบะและรถเก๋ง ซึ่งไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรกับอุบัติเหตุรถตู้เลย นี่เรียกว่าเป็นแผลที่หัวแต่ไปรักษาที่ตีน
แล้วมันจะหายได้อย่างไร! คนแก้ปัญหาแบบนี้ถ้าไม่ใช่คนโง่ที่สุดก็จะเป็นคนโกงที่สุดแล้วแกล้งโง่เท่านั้น
สมัยหนึ่งพระเจ้านโปเลียนเผชิญกับปัญหาสับสนอลหม่าน จะแก้ทางไหนก็จะเกิดปัญหากระทบต่อเนื่องไปไม่มีที่สิ้นสุด เรียกว่าไม่ว่าจะแก้ปัญหาทางไหนก็เกิดปัญหาร้ายแรงตามมาทั้งสิ้น
ในขณะที่นโปเลียนคิดแก้ไขปัญหาอยู่นั้น เผอิญไปเห็นกองด้ายกองหนึ่งยุ่งเหยิงไปหมด ก็มีความคิดเปรียบเทียบกับปัญหาที่เผชิญอยู่ว่าจะแก้อย่างไร
คิดไปคิดมานโปเลียนก็ใช้ดาบฟันโครมลงไปบนกองด้ายนั้น และกลายเป็นแนวคิดในการแก้ปัญหา คือตัดปัญหา แล้วปัญหารถตู้จะแก้อย่างไรโดยการตัดปัญหา?
ก็อย่าไปมุ่งแก้ที่รถตู้ แต่แก้ที่เรื่องทั้งหมดที่เป็นเหตุให้มีการใช้รถตู้บริการสาธารณะ นั่นก็คือการผูดขาดและการเอื้อประโยชน์ให้ต่างชาติที่เป็นเจ้าของโรงงานรถตู้
แล้วจะแก้กันอย่างไร? ก็ตอบว่าถ้าแก้อย่างนี้วันไหน ปัญหารถตู้ก็จะหมดไปในวันนั้น
นั่นคือเปิดให้นำเข้ารถมินิบัสหรือรถไมโครบัสโดยเสรี ไม่ว่าจะนำเข้ามาเพื่อใช้ส่วนบุคคลหรือใช้บริการขนส่งสาธารณะ รวมทั้งอนุญาตให้นำรถบัสขนาดใหญ่เข้าโดยเสรีด้วย
จะเก็บภาษีอย่างไรก็เก็บกันไป โดยรถที่นำเข้านี้กำหนดว่าต้องใช้น้ำมันหรือไฟฟ้าเท่านั้น คนทั้งหลายซึ่งเห็นประโยชน์ก็จะหันมาใช้รถมินิบัสหรือรถไมโครบัสตามควรแก่กรณีไป ไม่ต้องถูกบังคับให้ต้องซื้อแต่รถตู้เพียงอย่างเดียว
ซึ่งขณะนี้ก็มีผู้เสนอเรื่องนี้กันหลายรายแล้ว แต่ไม่ทันไรองค์กรทาสต่างชาติในคราบเสื้อคลุมนักธุรกิจไทยก็ออกมาชี้เป้าอีกแล้วว่า ถ้าจะนำเข้ารถมินิบัสหรือไมโครบัสก็ต้องใช้วิ่งระหว่างเมืองทางไกลเท่านั้น
จะเป็นขี้ข้าต่างชาติโดยเอาชีวิตคนไทยเป็นเชื้อเพลิงก็ลองดู!

จากเพจ: Paisal Puechmongkol 11 ม.ค. 2560

ปัญหาน้ำท่วมกับกลุ่มผลประโยชน์รถยนต์

ปัญหาน้ำท่วมกับกลุ่มผลประโยชน์รถยนต์
โดย สิริอัญญา
วันอังคารที่ 10 มกราคม 2560
นับแต่ประเทศไทยใช้แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 1 เป็นต้นมา ก็ได้เลิกล้มยุทธศาสตร์รถไฟที่เคยถูกกำหนดให้เป็นการคมนาคมทางบก
แล้วหันมาใช้รถยนต์กันทั้งประเทศ และนี่ก็คือต้นเหตุสำคัญของความฉิบหายของประเทศไทย
ตราบใดที่ไม่เปลี่ยนยุทธศาสตร์ไปใช้ยุทธศาสตร์รถไฟเป็นหลักของการคมนาคมทางบก ปัญหาใหญ่หลวงของชาติไม่มีทางแก้ไขได้อย่างเด็ดขาด
นับแต่แผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 1 เป็นต้นมา ประเทศไทยได้ดำเนินการสามอย่าง ที่เป็นต้นเหตุของความฉิบหายในปัจจุบันนี้
อย่างที่หนึ่ง สร้างถนนหนทางกันทั่วทั้งประเทศทุกหนทุกแห่งอย่างไม่บันยะบันยัง กระทั่งมาถึงรัฐบาลก่อน คสช.
ก็มีการเสนอแนวทางว่าต้องพัฒนาถนนลูกรังทั่วประเทศให้เป็นถนนลาดยางเพื่อให้เป็นถนนที่รถวิ่งได้ใช้สอยได้โดยสะดวก
ซึ่งแต่ละปีประเทศต้องทุ่มเทเงินในการก่อสร้างทางรถยนต์และในการซ่อมบำรุงทางรถยนต์เป็นจำนวนมากมายมหาศาล เบียดบังงบประมาณส่วนใหญ่ของชาติไปจนแทบหมดสิ้น
อย่างที่สอง ส่งเสริมการลงทุนและให้สิทธิประโยชน์แก่ต่างชาติราวกับว่าเป็นเจ้าบุญนายคุณมาแต่ชาติไหนๆ เพื่อให้เข้ามาตั้งโรงงานรถยนต์ในประเทศไทย
ซึ่งประเทศไทยมีผลได้ก็เฉพาะค่าเช่าที่ดินราคาถูก ๆ และค่าแรงราคาถูกๆ เท่านั้น โดยรายได้ทั้งหมดเป็นของเจ้าของโรงงานซึ่งเป็นต่างชาติ แล้วยังโกหกคนไทยทั้งชาติว่ามีส่วนแบ่งรายได้จากค่าขายรถยนต์
โดยนำเอาค่าขายรถยนต์มาคำนวณเฉลี่ยเป็นรายได้ประชาติหรือ GDP ให้กับคนไทยทุกคนด้วย ซึ่งโกหกเรื่องนี้กันไม่เว้นในแต่ละวัน ทั้ง ๆ ที่คนไทยทั้งประเทศไม่ได้มีส่วนแบ่งรายได้จากการขายรถยนต์เลย
อย่างที่สาม รณรงค์ส่งเสริมให้คนใช้รถยนต์กันทั้งประเทศ ล่าสุดก็มีการส่งเสริมด้วยนโยบายรถยนต์คันแรก จำนวนถึง 1 ล้านคัน คันละประมาณ 1 ล้านบาท
โดยลดภาษีให้เล็กน้อย ซึ่งผลก็คือประเทศต้องจ่ายเงินค่ารถยนต์ 1 ล้านล้านบาท คนไทยทั้งประเทศเป็นหนี้เพิ่มขึ้น 1 ล้านล้านบาท
และใช้น้ำมันหรือแก๊สล้างผลาญชาติเพิ่มขึ้นเป็นจำนวนมหาศาล และกลายเป็นรายจ่ายสูงสุดลำดับแรกของประเทศที่กำลังทำให้ชาติล่มจม
ที่ทำกันสามอย่างนี้ได้เป็นต้นเหตุของความฉิบหายวายวอดแต่ละด้านสุดจะคณานับ ณ วันนี้ในยามที่พี่น้องภาคใต้กำลังประสบวิกฤตอุทกภัยถึง 12 จังหวัดในจำนวน 14 จังหวัด
และเป็นอุทกภัยขนาดใหญ่รุนแรงกว่าทุกระยะที่ผ่านมา จนเกิดความเสียหายมากมายมหาศาล
ความจริงน้ำท่วมภาคใต้ได้ส่งสัญญาณต่อเนื่องมาหลายปีแล้ว เป็นสัญญาณเดียวกับทุกพื้นที่ของประเทศไทย คือมีอาการน้ำท่วมเพิ่มมากขึ้น
ทุกถิ่นฐานที่น้ำเคยท่วมตามธรรมชาติก็ท่วมมากขึ้นผิดปกติ พื้นที่ส่วนมากที่ไม่เคยถูกน้ำท่วมก็ถูกน้ำท่วม
อาการเหล่านั้นไม่ใช่อาการของธรรมชาติ แต่เป็นอาการที่เป็นผลจากการสร้างถนนให้รถยนต์วิ่งเพื่อเอื้อให้กับกลุ่มผลประโยชน์รถยนต์ต่างชาติโดยตรง ผสมเข้ากับความมักง่ายในการออกแบบ
ถนนที่สร้างขึ้นจำนวนมากขวางกั้นทางน้ำ จากอดีตที่น้ำสามารถไหลบ่าทุกหนทุกแห่ง และยังมีช่องทางระบายน้ำพิเศษ เช่น แม่น้ำ ลำคลอง หรือสายน้ำ สายธารต่างๆ จึงทำให้น้ำไม่ขัง ไม่ท่วมนาน และไม่ท่วมมาก
ครั้นสร้างถนนกันทั้งบ้านทั้งเมืองทุกหนทุกแห่ง ก็เป็นเหตุให้น้ำที่เคยไหลตามธรรมชาติไม่สามารถไหลไปได้โดยสะดวก เพราะไปติดถนนที่ขวางกั้นไว้ และทางน้ำที่เคยเป็นมาแต่เดิมก็ถูกถมหรือตื้นเขินไปเป็นจำนวนมาก
และที่สำคัญหลายพื้นที่ก็ไม่ทำทางระบายน้ำที่เพียงพอต่อปริมาณน้ำที่ถูกถนนขวางกั้นไว้ น้ำจึงท่วมมากและถึงจุดหนึ่งมวลของน้ำมาก ถนนกั้นไม่ไหวก็ขาดสะบั้นลง
สภาพเช่นนี้กำลังเกิดขึ้นทุกหนทุกแห่งทั่วประเทศ เมื่อครั้งที่พระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 ยังทรงพระชนม์อยู่ ทรงเสด็จไปเยี่ยมและพระราชทานพระราชดำริให้แก้ไขเรื่องนี้ในหลายพื้นที่และได้ผล อย่างดียิ่ง
น้ำท่วมใหญ่ 12 จังหวัดภาคใต้ในครั้งนี้มีสามพื้นที่ที่ไม่ถูกน้ำท่วม คืออำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา อำเภอหัวไทร จังหวัดนครศรีธรรมราช และปากน้ำ ชุมพร
ซึ่งทั้งสามพื้นที่นี้ได้รับอานิสงส์จากพระราชดำริของพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 ที่ทรงมีพระราชดำริให้ป้องกันแก้ไขไว้ได้เป็นอย่างดี ทั้ง ๆ ที่ก่อนหน้านี้มีปัญหาน้ำท่วมหนักทุกปี
มาน้ำท่วมใหญ่ครั้งนี้ พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีลงไปเยี่ยมราษฎรที่ได้รับความเดือดร้อนถึงพื้นที่ และเรื่องหนึ่งที่น่าจับตาสนใจก็คือการสั่งให้ขุดคลองในพื้นที่หนึ่งของจังหวัดชายแดนภาคใต้
ซึ่งจะทำให้น้ำไม่ท่วมในพื้นที่นั้นอย่างถาวร นี่ก็คือการสืบสานศาสตร์แห่งพระราชาที่พระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 เคยมีพระราชดำริค้างคาไว้ และรัฐบาลที่ผ่านมาก็ไม่ได้ทำ
ดังนั้นใครอย่าแส่อย่าเสือกว่าให้รัฐบาลนี้วางแผนแก้ไขปัญหาน้ำท่วมตามแผนที่รัฐบาลเก่าได้วางไว้ และขอย้ำว่าไม่เคยมีรัฐบาลไหนวางแผนแก้น้ำท่วมเลย มีแต่การผายลมและเอาตีนราน้ำเมื่อน้ำท่วมแต่ละครั้งเพื่อหาเสียงเท่านั้น
มาครั้งนี้ก็อย่าเสียเวลาสนใจกับการผายลมและการเอาตีนราน้ำเช่นนั้นเลย ขอผองเราจงมาทุ่มเทสนับสนุนทหารทั้งหลายที่กำลงลุยน้ำช่วยเหลือพี่น้องประชาชนในทุกพื้นที่ของภาคใต้จะดีกว่า.

จากเพจ: Paisal Puechmongkol 10 มกราคม 2560

เรื่องของประมุขสงฆ์

เรื่องของประมุขสงฆ์
โดย สิริอัญญา
วันพุธที่ 4 มกราคม 2560
ในมหาปรินิพพานสูตร เมื่อครั้งที่พระบรมศาสดากำลังจะเสด็จดับขันธปรินิพพาน ทรงประทานปัจฉิมโอวาทว่า
เมื่อถึงกาลล่วงลับแห่งเราแล้ว ธรรมอันเราได้แสดงดีแล้ว และวินัยอันเราได้บัญญัติดีแล้ว จักเป็นศาสดาของเธอทั้งหลาย
พระผู้มีพระภาคเจ้าไม่ทรงแต่งตั้งผู้ใดให้เป็นผู้สืบทอดธุระของพระองค์ เพราะในธรรมวินัยของพระอริยเจ้านั้น
ไม่มีประมุข ไม่มีหัวหน้า ไม่มีผู้บังคับบัญชา มีแต่พระบรมศาสดา ดังนั้นเมื่อถึงกาลล่วงลับแห่งพระองค์ จึงไม่ทรงแต่งตั้งหรือมอบหมายผู้ใด
แต่มอบหมายให้ธรรมวินัยที่ทรงแสดงและบัญญัติแล้วเป็นศาสดาแทนพระองค์
ดังนั้นชาวพุทธทั้งหลายไม่ว่าจะมีภูมิธรรมระดับไหนก็ตาม จึงไม่มีผู้ใดเป็นศาสดา ไม่มีผู้ใดเป็นประมุข
มีแต่พระธรรมวินัยเท่านั้นที่เป็นศาสดาแทนพระตถาคตเจ้า ดังที่ทรงตรัสไว้ในปัจฉิมโอวาทนั้น
พระองค์ทรงตรัสยืนยันว่า ผู้ใดเห็นธรรม ผู้นั้นแหละเห็นตถาคต และธรรมที่เห็นนั้นคืออะไรเล่า?
ก็คือธรรมอันเดียวกันกับธรรมที่พระอัญญาโกญฑัญญะเห็นเมื่อครั้งยังเป็นปัญจวัคคีย์ และพระมหาสมณะทรงแสดงธัมมจักกัปปวัตนสูตร
เมื่อจบการแสดงธรรมลง พระบรมศาสดาทรงอุทานว่า โกญฑัญญะเห็นธรรมแล้วหนอ ๆๆ
ธรรมที่เห็นนั้นก็คือเห็นความจริงตามที่เป็นจริงว่า สิ่งใดมีความเกิดขึ้นเป็นธรรมดา สิ่งนั้นย่อมมีความดับไปเป็นธรรมดา
พิธีกรรมทั้งหลายในพระพุทธศาสนาก็ไม่ต้องพึ่งพาอาศัยศาสดาหรือประมุขหรือผู้นำ เพราะพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงมอบหมายให้สงฆ์เป็นใหญ่ในการกระทำพิธีกรรมทั้งหลาย
ไม่ว่าการรับอุปสมบท หรือพิธีกรรมใด ๆ ก็ตาม สงฆ์ที่ว่านี้ก็คือพระสงฆ์สาวกที่มีจำนวนตามที่พระวินัยบัญญัติ เมื่อครบเป็นองค์สงฆ์แล้วนั่นแหละจึงเป็นพระสงฆ์ เป็นหนึ่งในรัตนะแห่งพระรัตนตรัย
เหตุนี้แต่ไหนแต่ไรมา พระสงฆ์จึงไม่มีประมุข ไม่มีหัวหน้า มีแต่คณะสงฆ์ หรือสงฆ์ ซึ่งในคณะนี้มีพระวินัยบัญญัติให้เคารพผู้มีอาวุโสสูงสุดโดยพรรษา
ซึ่งเป็นการยืนยันหลักความเป็นใหญ่ในแง่บุคคลในพระพุทธศาสนาว่า ถือเอาอาวุโสโดยพรรษาเป็นใหญ่ ไม่ได้ถืออื่นใดเป็นใหญ่
ต่อให้มียศศักดิ์วรรณะใด ๆ มาก่อน เมื่อเข้ามาอุปสมบทในพระศาสนานี้แล้ว ความอาวุโสต้องเป็นไปตามพุทธบัญญัติ คืออาวุโสโดยพรรษา
ดังเช่นกรณีที่ราชนิกูลผู้หนึ่งเข้ารับอุปสมบทภายหลังสามัญชน ราชนิกูลนั้นเมื่อบวชแล้วต้องเคารพภิกษุที่มีอาวุโสมากกว่า
แม้พระอานนท์พุทธอนุชาก็ยังต้องเคารพ ต้องเชื่อฟัง พระภิกษุที่มีอดีตเป็นคนสามัญและมีอาวุโสมากกว่า
แต่ในบ้านเมืองของเรานั้นอ้างว่าเป็นเมืองพุทธศาสนา อ้างพุทธศาสนา อ้างธรรมวินัยในพระพุทธศาสนา
แต่มากกรณีที่ฝ่าฝืนพระธรรมวินัย กระทั่งกระทำในสิ่งที่ไม่เป็นพระพุทธศาสนา ที่สำคัญคือ
ประการแรก ได้ยอมรับเอาคติทางลังกาที่ถือว่าไม่มีบุญกุศลใดเสมอด้วยการถวายสมณศักดิ์แก่พระสงฆ์ และหลังรับเอาคตินี้มา
ในช่วงปลายอยุธยา และมาเจริญงอกงามขึ้นในภายหลัง จึงส่งผลให้พระสงฆ์ติดยึดในยศศักดิ์
จนกระทั่งถูกเยาะเย้ยเกี่ยวกับเรื่องยศช้างขุนนางพระให้ปรากฏมาแล้ว และในที่สุดก็พัฒนากลายเป็นการวิ่งเต้นเพื่อแสวงหาสมณศักดิ์กัน
ถึงขั้นกำหนดระเบียบการพิจารณาความชอบจากผลงานการก่อสร้าง ซึ่งเป็นเรื่องผิดพระวินัยโดยตรง
ประการที่สอง ทรยศต่อพระธรรมวินัย ไม่เคารพพระธรรมวินัย ที่ให้ถืออาวุโสโดยพรรษาเป็นหลัก มาบิดปั้นใหม่เป็นให้ถืออาวุโสโดยสมณศักดิ์เป็นหลัก
ซึ่งถือได้ว่าเป็นการทรยศต่อพระธรรมวินัยโดยตรง
ผลจากทั้งสองประการนี้ จึงทำให้บังเกิดความเสื่อมขึ้นในกิจการพระพุทธศาสนาอย่างทั่วด้าน สิ่งที่เรียกว่าพุทธพาณิชย์และเดรัจฉานวิชาสารพัด
จึงบังเกิดขึ้นและขยายตัวไปอย่างรวดเร็ว เป็นช่องทางทำมาหากินอย่างคึกคักครึกโครม
เหตุนี้ในวงการพระศาสนาจึงเต็มไปด้วยพวกอลัชชีเดียรถีย์ พวกคนชั่วช้าสารพัดแฝงตัวเข้ามาทำมาหากินกัน
จนกระทั่งพระสัทธรรมถูกละเลยเพิกเฉยและบิดเบือนกันตามอำเภอใจ
ถึงกระนั้นเมื่อมีการปฏิบัติเป็นคติสืบมา ก็ยังคงถือหลักถือเกณฑ์และถือธรรมเป็นใหญ่ จึงทำให้การพระศาสนาแม้ว่าถูกทำลายลงอย่างยับเยิน
เมื่อครั้งเสียกรุงศรีอยุธยาครั้งที่สองและต่อเนื่องมาจนกระทั่งถึงกรุงธนบุรี แต่ก็ยังมีหลักมีแก่นและมีผู้สืบทอดพระธรรมวินัยที่แท้จริงอยู่ โดยเฉพาะพระเจ้าแผ่นดิน
เหตุนี้เมื่อครั้งที่องค์พระปฐมบรมกษัตริย์ทรงสถาปนาพระบรมราชจักรีวงศ์แล้ว จึงทรงตั้งพระบรมราชปณิธานว่า "ตั้งใจจะอุปถัมภก ยอยกพระพุทธศาสนา"
จากนั้นก็ทรงชำระอธิกรณ์และความสกปรกโสโครกทั้งหลายครั้งใหญ่ที่สุด
ทรงถอดสังฆราชที่ไม่ซื่อตรงต่อพระธรรมวินัย และทรงสถาปนาพระสีขึ้นเป็นองค์ปฐมสังฆราชาแห่งกรุงรัตนโกสินทร์สถิต ณ วัดระฆังโฆสิตารามวรมหาวิหาร
จากนั้นก็ทรงชำระกวาดล้างอลัชชีเดียรถีย์ออกจากสังฆมณฑล โปรดให้ทำสังคายนาพระไตรปิฎกและจัดการบริหารการปกครองคณะสงฆ์ครั้งใหญ่ที่สุด
จึงทำให้พระพุทธศาสนาได้สถิตมั่นคงขึ้นในสยามรัฐสีมาอาณาจักรอีกครั้งหนึ่ง
ครั้นถึงปี 2535 ก็มีแก๊งลิดรอนพระราชอำนาจ ฉกฉวยยึดพระราชอำนาจนี้ไปให้แก่กรรมการมหาเถรสมาคม
ให้เป็นผู้มีอำนาจเห็นชอบสมเด็จพระราชาคณะที่อาวุโสสูงสุดโดยสมณศักดิ์เพื่อเสนอพระมหากษัตริย์ทรงแต่งตั้ง
และนับแต่นั้นมาวิกฤตในกิจการพุทธศาสนาก็ถึงขีดสุด จนกระทั่งไม่สามารถสถาปนาสมเด็จพระสังฆราชได้จนบัดนี้
และเป็นที่มาของคณะ สนช. ที่ต้องการแก้ไขปัญหาของบ้านเมือง จึงได้เสนอกฎหมายเพื่อถวายคืนพระราชอำนาจในการสถาปนาสมเด็จพระสังฆราชดังแต่ก่อน
ซึ่งเป็นที่คาดหวังของประชาชนทั่วไปว่า บ้านเมืองถึงเวลาที่ต้องมีพระดี ซึ่งเป็นที่ยอมรับของสงฆ์ทุกฝ่าย และทรงธรรม ทรงวินัย เป็นที่ยอมรับ เป็นสมเด็จพระสังฆราชได้แล้ว.

จากเพจ:Paisal Puechmongkol

สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวพระราชทานพรปีใหม่ 2560


สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร ทรงมีพระราชดำรัส พระราชทานแก่ประชาชนชาวไทยในโอกาสขึ้นปีใหม่ พุทธศักราช 2560 ความว่า
"ประชาชนชาวไทยทั้งหลาย บัดนี้ ถึงวาระจะขึ้นปีใหม่ ข้าพเจ้าขอส่งความปรารถนาดีเพื่ออำนวยพรแด่ท่านทั้งหลายทั่วกัน และขอขอบใจท่านเป็นอย่างมาก ที่มีไมตรีจิตสนับสนุนข้าพเจ้าในภารกิจทุกอย่างเสมอมา
ในปีที่แล้ว บ้านเมืองของเรามีเหตุการณ์สำคัญเกิดขึ้น คือ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร เสด็จสวรรคต เมื่อเดือนตุลาคม กล่าวได้ว่านำความโศกเศร้าอาดูร และนับเป็นความสูญเสียครั้งยิ่งใหญ่ของชาวไทยทั้งประเทศ ข้าพเจ้ารู้สึกตื้นตันและประทับใจที่ได้เห็นประชาชนทุกเพศ ทุกวัย ถ้วนหน้า มีจิตจงรักภักดี และซาบซึ้งในพระมหากรุณาธิคุณ พรั่งพร้อมกันมาถวายสักการะพระบรมศพอย่างต่อเนื่อง
ขอขอบใจทุกท่านที่ร่วมมือ ร่วมใจ ช่วยงานพระบรมศพอย่างพร้อมเพรียง ทำให้ทุกสิ่ง ทุกอย่าง เป็นไปด้วยความเรียบร้อย ข้อนี้น่าจะเป็นเครื่องยืนยันได้ว่า คนไทยนั้นมีจิตใจดี มีความกตัญญูกตเวที มีความเอื้ออารีต่อกัน มีความรักชาติ รักแผ่นดิน เป็นคุณสมบัติประจำชาติ และมีความรู้ ความสามารถ ไม่แพ้ชนชาติอื่นใด ดังนั้น ไม่ว่าจะมีอุปสรรค ปัญหา หรือเหตุไม่ปรกติใดๆ เกิดขึ้นในบ้านเมืองของเรา ก็เชื่อได้ว่า ถ้าเราจะร่วมกันคิดอ่าน และช่วยกันปฏิบัติแก้ไข ทุกสิ่ง ทุกอย่าง จะสามารถคลี่คลายลุล่วงไปได้ด้วยดีอย่างแน่นอน
ในปีใหม่นี้ ขอให้ชาวไทยทุกคนตั้งใจให้แน่วแน่ที่จะรักษาคุณสมบัตินี้ให้เหนียวแน่น และทำความคิด จิตใจ ให้แจ่มใส ด้วยปัญญาที่กระจ่าง พิจารณาทุกสิ่งที่เกิดมีขึ้นตามความเป็นจริง โดยปราศจากอคติ ให้มีความมุ่งมั่น มีกำลังใจ ในอันที่จะร่วมกันปฏิบัติสรรพกิจน้อยใหญ่ในภาระ หน้าที่ ตามแนวพระบรมราโชบายที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ได้พระราชทานไว้ ให้งานทุกอย่างสำเร็จผล เป็นความดี ความเจริญ ทั้งแก่ตนเอง แก่ส่วนรวม และประเทศชาติ เป็นการรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณ
ในการนี้ ข้าพเจ้าขอปฏิบัติหน้าที่ร่วมกับประชาชนชาวไทยโดยเต็มกำลังความสามารถ เพื่อสืบสานพระราชปณิธานเช่นกัน
ขออานุภาพแห่งคุณพระศรีรัตนตรัยและสิ่งศักดิ์สิทธิ์อันเป็นที่เคารพเลื่อมใสของชาวไทย อีกทั้งพระบารมีแห่งสมเด็จพระมหากษัตริย์ไทยในอดีต มีพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร เป็นอาทิ จงคุ้มครอง รักษาท่านทุกคน ให้ปราศจากทุกข์ ปราศจากภัย ให้มีความสุขกาย สุขใจ และประสบแต่สิ่งที่พึงปรารถนาตลอดศกหน้านี้ โดยทั่วกัน"

สถานีโทรทัศน์ NBTV มอบกระเช้าของขวัญอวยพร เนื่องในโอกาสวันขึ้นปีใหม่ 2560


30 ธันวาคม 2559
คุณนวรัตน์ อิศรางกูร ณ อยุธยา กรรมการบริหาร สถานีโทรทัศน์ NBTV
เป็นตัวแทน คุณนิคม บุญวิเศษ ประธานบริหารสถานีโทรทัศน์ NBTV
เข้ามอบกระเช้าของขวัญอวยพร เนื่องในโอกาสวันขึ้นปีใหม่ 2560
แด่ พลโท ดร.พีระพงษ์ มานะกิจ กรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ
ที่สำนักงาน กสทช. ถนนพหลโยธิน กทม

๓ วาระรวดสนช.=วาระรอดศาสน์


ดีครับ....!
สิ่งไหนเห็นด้วยจิตตรง ว่าเป็นทางประโยชน์ต่อ "ชาติ-พระศาสนา-ประชาชน" แล้วละก็
จงทำเถอะ
ที่ สนช.แก้ไขมาตรา ๗ พ.ร.บ.คณะสงฆ์ ผ่าน ๓ วาระรวด พร้อมประกาศใช้แทน พ.ร.บ.คณะสงฆ์ฉบับปัจจุบัน วานนี้ (๒๙ ธ.ค.๕๙) นั้น
๑๘๒ เสียง "เอกฉันท์" ที่โหวตผ่าน ได้ขึ้นสวรรค์ทุกคน โดยไม่ต้องซื้อค้อน!
เพื่อความเข้าใจเป็นขั้น-เป็นตอน ผมจะลำดับเรื่องให้ดู.......
พ.ร.บ.คณะสงฆ์ มาตรา ๗ ฉบับปัจจุบัน ความว่า
"พระมหากษัตริย์ทรงสถาปนาสมเด็จพระสังฆราชพระองค์หนึ่ง
ในกรณีที่ตำแหน่งสมเด็จพระสังฆราชว่างลง ให้นายกรัฐมนตรีโดยความเห็นชอบของมหาเถรสมาคม เสนอนามสมเด็จพระราชาคณะผู้มีอาวุโสสูงสุดโดยสมณศักดิ์ขึ้นทูลเกล้าฯ เพื่อทรงสถาปนาเป็นสมเด็จพระสังฆราช"
ในกรณีที่สมเด็จพระราชาคณะผู้มีอาวุโสสูงสุดโดยสมณศักดิ์ไม่อาจปฏิบัติหน้าที่ได้ ให้นายกรัฐมนตรีโดยความเห็นชอบของมหาเถรสมาคม เสนอนามสมเด็จพระราชาคณะรูปอื่นผู้มีอาวุโสโดยสมณศักดิ์รองลงมาตามลำดับ
และสามารถปฏิบัติหน้าที่ได้ ขึ้นทูลเกล้าฯ เพื่อทรงสถาปนาเป็นสมเด็จพระสังฆราช”
รัฐสภา สนช.แก้ไขใหม่เมื่อวาน (๒๙ ธ.ค.๕๙) เป็น.........มาตรา ๗
“พระมหากษัตริย์ทรงสถาปนาสมเด็จพระสังฆราชองค์หนึ่ง และให้นายกรัฐมนตรีลงนามรับสนองพระบรมราชโองการ”
สรุป คือ........
จากให้อำนาจ "มหาเถรฯ+นายกฯ" เป็นผู้เสนอนามผู้จะได้รับสถาปนาเป็นพระสังฆราช
จากนี้ไป ด้วยมาตรา ๗ พ.ร.บ.คณะสงฆ์ ที่แก้ไขใหม่
ถวายพระราชอำนาจให้พระมหากษัตริย์ทรงสถาปนาพระสังฆราชได้ตามพระอัธยาศัย ตามที่ทรงพระราชดำริเห็นสมควร
เหมือนยุคสุโขทัย อยุธยา ธนบุรี และรัตนโกสินทร์ การที่จะสถาปนาพระรูปไหนขึ้นเป็นพระสังฆราช ให้เป็นพระราชอำนาจ
เพิ่งมาเปลี่ยนเป็นอำนาจมหาเถรฯ+นายกฯ เมื่อ พ.ศ.๒๕๓๕ นี่เอง!
ก็อาจถามกันว่า.......
แล้ว "สมเด็จช่วง" วัดปากน้ำ ที่มหาเถรฯ ส่งชื่อให้นายกฯ นำขึ้นทูลเกล้าฯ ตามมาตรา ๗ เดิม "เป็นสมเด็จพระราชาคณะอาวุโสสูงสุดโดยสมณศักดิ์" ที่ยังค้างอยู่นั่นล่ะ จะเป็นยังไง?
คำตอบ คือ....
เป็นสมเด็จช่วงอยู่อย่างไร ก็เป็นสมเด็จช่วงอยู่ต่อไปอย่างนั้น!
ด้วยผลตามมาตรา ๗ ใหม่ ที่ สนช.แก้ไขผ่าน ๓ วาระรวด
การสถาปนาพระสังฆราชองค์ใหม่ เป็นดังนี้.............
“พระมหากษัตริย์ทรงสถาปนาสมเด็จพระสังฆราชองค์หนึ่ง และให้นายกรัฐมนตรีลงนามรับสนองพระบรมราชโองการ”
นั่นคือ "อาวุโสสูงสุดโดยสมณศักดิ์" ไม่เป็นไฟต์บังคับในการตั้ง-ไม่ตั้งอีกต่อไปแล้ว
เท่าที่สดับตรับฟัง สาธุชนหัวดำๆ.......สาธุ
มีพาลชนหัวโล้นๆ คน-สองคน......แฮ่..แฮ่!
พวกไหนที่คิดออกมาตีรวน-กวนก่อ ผมไม่ว่าอะไร เพียงขอฝากให้คิดประเด็นเดียว
อยากจะต่อต้าน "พระราชอำนาจ" ก็ตามใจ!
ความจริง ประเทศไทยนั้น พุทธศาสนาเริ่มในยุคสุโขทัย ที่ "พ่อขุนรามคำแหงมหาราช" นิมนต์พระเถระที่เชี่ยวชาญในพระไตรปิฎกเข้ามาจากลังกา
เมื่อมีเป็นพุทธศาสนจักร........
พระมหากษัตริย์จะทรงสถาปนาพระเถระที่ทรงเห็นว่าเหมาะสมขึ้นพระสังฆราชเอง เพื่อทำหน้าที่ช่วยเหลือ-แบ่งเบาด้านบริหารปกครองทางสงฆ์
โดยปกติ พระท่าน ที่เป็นพระคามวาสี ก็มุ่งเรียนแต่พระปริยัติ ที่เป็นพระอรัญวาสี คือพระอยู่ป่า ท่านก็เพ่งเพียรสมถวิปัสสนาสู่การหลุดพ้น
เรื่องตำแหน่ง-สมณศักดิ์ เป็นส่วนเกิน ไม่ใช่ส่วนที่พระแท้จะแสวงหามาเป็นโคลนถ่วงล้อ
แต่เพื่อแบ่งเบาพระราชภารกิจบริหารปกครองด้านพุทธจักร เมื่อพระมหากษัตริย์ทรงสถาปนาให้เป็นนั่น-นี่ ท่านก็รับ โดยเพ่งด้านช่วยบริหารสนองพระเดช-พระคุณ
ไม่เพ่ง ไม่ยินดี-ยินร้าย ในด้านได้เป็น-ไม่ได้เป็น เรื่องอย่างนี้ คนที่เป็นพระ ยิ่งเป็นพระมีการศึกษา มีตำแหน่ง มีสมณศักดิ์ ควรต้องเข้าใจ
ใครก็อย่าเป็นพระอย่าง "เสี่ยประสาร" ที่ให้ตัณหา-โมหะ ลากลงรู ลึกกว่ารูมังกรโคโมโดนั่นเลย!
ก็อาจสงสัยกันอีกว่า...........
ไม่มีกรอบอื่นใดด้านคุณสมบัติ-กฎเกณฑ์ เพื่อการคัดสรรเป็นองค์ประกอบก่อนไปสู่ตำแหน่งพระสังฆราชบ้างเลยหรือ?
ก็มีนะ....
ทุกยุคจากสุโขทัยเรื่อยมา จะมีหลักอยู่ ๓ หลักเป็นเกณฑ์พิจารณา คือหลักคุณสมบัติผู้ควรได้รับสถาปนา หลักพิธีการสถาปนา และหลักความเห็นมหาเถรฯ
ใช่ว่าพระมหากษัตริย์จะทรงสถาปนาตามพระราชอัธยาศัยทันที-ทันใด
จะต้องมีการคัดสรรพระเถระที่เหมาะสมเป็นจำนวนหนึ่งก่อน พระมหากษัตริย์ก็จะมีพระราชดำริจากจำนวนนี้ "รูปหนึ่ง" ขึ้นเป็นพระสังฆราช
ใช่ว่าจะทรงสถาปนา "พระเถระรูปไหนก็ได้" ตามพระราชอัธยาศัย อย่างที่เข้าใจผิด-เข้าใจถูก กันตอนนี้
ดูตามกฎหมายฉบับเดิมๆ จะเห็นชัด การสถาปนา จะยึดพระธรรมวินัยด้าน "อาวุโสพรรษา" เป็นเกณฑ์ทางคุณสมบัติอย่างหนึ่ง อ่านดูก็ได้........
"ในกรณีตำแหน่งสมเด็จพระสังฆราชว่างลง ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการประกาศนาม สมเด็จพระราชาคณะ ที่มีอาวุโสสูงสุดโดยพรรษา เพื่อปฏิบัติหน้าที่ในตำแหน่งสมเด็จพระสังฆราช
จากนั้นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ นำพระนามสมเด็จพระราชาคณะ ๔ รูป คือ สมเด็จพระมหาวีรวงศ์ สมเด็จพระวันรัต สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ และสมเด็จพระพุฒาจารย์ เสนอนายกรัฐมนตรี เพื่อนำเข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรี
แล้วนำกราบถวายบังคมทูล ให้พระมหากษัตริย์ทรงวินิจฉัย และจะมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้า ฯ สถาปนาสมเด็จพระราชาคณะรูปใดรูปหนึ่ง ขึ้นดำรงตำแหน่งเป็นสมเด็จพระสังฆราชต่อไป"
นั่นคือ ในการสถาปนา ต้องผ่านการกรองด้านคุณสมบัติมาก่อน
๑.ต้องเป็นสมเด็จพระราชาคณะ
๒.มีพรรษาสูงสุดหรืออาวุโสสูงสุด
๓.มีศีลสมาจารวัตรเพียบพร้อม ไม่ด่างพร้อย เป็นที่เคารพสักการะของคณะสงฆ์ และประชาชน และ
๔.ได้บำเพ็ญศาสนกิจเป็นประโยชน์แก่พระศาสนา และราชอาณาจักรเป็นอย่างมาก ทั้งยังสามารถปฏิบัติภารกิจต่อไปได้
ถึงกฎหมายบอกเพียงว่า...........
“พระมหากษัตริย์ทรงสถาปนาสมเด็จพระสังฆราชองค์หนึ่ง"
แต่ในทางปฏิบัติ ก็ไม่ได้ตัดความเห็นทางคณะสงฆ์
โดยในอดีต ทางรัฐบาลจะสอบถามความเห็นไปยังมหาเถรสมาคม
มหาเถรฯ ก็จะพิจารณาสมเด็จพระราชาคณะที่อยู่ในข่ายขึ้นเป็นพระสังฆราชได้ตามกรอบคุณสมบัตินั้น พร้อมประวัติผลงานเป็นความเห็นฝ่ายสงฆ์
ทางรัฐบาลก็จะนำขึ้นทูลเกล้าฯ ถวาย เป็นข้อมูลประกอบ ก่อนมีพระราชดำริสถาปนาพระเถระรูปหนึ่งขึ้นเป็นพระสังฆราชตามพระราขอัธยาศัย
เนี่ย.....
พระสังฆราชที่ได้รับการสถาปนาด้วยพระราชอำนาจแต่ก่อน พิธีการยิ่งใหญ่มาก
มองไม่เห็นว่า มีอันใด-ตรงไหน ในแก้ไข พ.ร.บ.สงฆ์เมื่อวาน จะเป็นเหตุให้พระสังฆราชที่ได้รับการสถาปนา "ด้วยพระราชอำนาจ" จะด้อยเกียรติ ด้อยศักดิ์ กว่าที่ "มหาเถรฯ+นายกฯ" เสนอนามขึ้นไปทูลเกล้าฯ ถวาย?
ลองศึกษาถึงพิธีการสถาปนาในอดีตดูก็ได้.........
เริ่มจากทรงมีพระกระแสรับสั่งให้สำนักพระราชวัง จัดพิธีการตามพระราชประเพณีขึ้น ท่ามกลางสังฆมณฑล
ประกอบด้วยกรรมการมหาเถรสมาคม โดยสมณศักดิ์เจ้าคณะใหญ่ เจ้าคณะภาค เจ้าคณะจังหวัด พระบรมวงศานุวงศ์ องคมนตรี
คณะรัฐมนตรี ประธานรัฐสภาฯ ประธานศาลฎีกา ณ พระอุโบสถพระศรีรัตนศาสดาราม มีการจารึกพระสุพรรณบัฏ
"พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว" จะเสด็จฯ มา พนักงานอาลักษณ์อ่านประกาศกระแสพระบรมราชโองการการสถาปนา
จบแล้ว สมเด็จพระราชาคณะนำสวดสังฆานุโมทนา เสด็จไปถวายน้ำมหาสังข์ทักษิณาวัฏ พระสุพรรณบัฏ พระตราตำแหน่ง พัดยศ เครื่องสมณศักดิ์แด่สมเด็จพระสังฆราช
พระสงฆ์เจริญชัยมงคลคาถา โหรลั่นฆ้องชัย พราหมณ์เป่าสังข์ ภูษามาลาแกว่งบัณเฑาะว์ พนักงานประโคมสังข์ แตร ดุริยางค์
พระสงฆ์ตามอารามทั่วราชอาณาจักร เจริญชัยมงคลคาถาและย่ำระฆัง
"พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว" ทรงถวายใบปวารณาแด่พระสงฆ์ในสังฆมณฑล พระสงฆ์ถวายอนุโมทนา ทรงหลั่งน้ำทักษิโณทก
จบแล้วเสด็จพระราชดำเนินกลับ
สมเด็จพระสังฆราชขึ้นประทับอาสน์สงฆ์ กลางพระอุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสดาราม พระเถระผู้ใหญ่ ผู้แทนพระบรมวงศานุวงศ์
หัวหน้าคณะรัฐบาล ผู้แทนองคมนตรี ประธานสภาผู้แทนราษฎร ประธานศาลฎีกา เข้าถวายเครื่องสักการะ
เสร็จแล้ว สมเด็จพระสังฆราช ทรงออกไปรับเครื่องสักการะของบรรพชิตญวนและจีน แล้วเสด็จกลับ เป็นเสร็จพิธี"
ดังนี้แล้ว เสี่ยประสารที่ "ปลุกพระ" ระดมพลฮึ่มๆ อยู่นั่นน่ะ
ตอบซิ...พระสังฆราชตามขั้นตอนอย่างนี้ ไม่ดี-ไม่พอใจ ตรงไหน?
ตรงที่ ไม่ใช่สาย "โจรห่มเหลือง" งั้นซิท่า?.

เปลวสีเงิน ไทยโพสต์ 30/12/2559

โจรเข้ามาปล้นศาสนา เลยยกวัดให้แก่โจร


อีกอย่างหนึ่งคือ การฝากศาสนาไว้กับพระ ชาวพุทธเป็นจำนวนมากทีเดียวชอบฝากพระศาสนาไว้กับพระอย่างเดียว
แทนที่จะถือตามคติของพระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าตรัสว่าพระศาสนานั้นอยู่ด้วยบริษัท ๔ คือ ภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกา ไม่ใช่บริษัทใดบริษัทหนึ่ง แต่จะต้องช่วยกัน

ทีนี้ พวกเรามักจะมองว่าพระศาสนาเป็นเรื่องของพระ บางทีเมื่อมีพระประพฤติไม่ดี ชาวบ้านบางคนบอกว่าไม่อยากนับถือแล้วพุทธศาสนาอย่างนี้ก็มี
แทนที่จะเห็นว่าพระพุทธศาสนาเป็นของเรา พระองค์นี้ประพฤติไม่ดีเราต้องช่วยกันแก้ ต้องเอาออกไป แทนที่จะคิดอย่างนั้น
กลับกลายเป็นว่าเรายกศาสนาให้พระองค์นั้น เหมือนโจรผู้ร้ายเข้ามาปล้นบ้านของเรา แทนที่จะรักษาสมบัติของเรา กลับยกสมบัตินั้นให้โจรไปเสีย
พระองค์ที่ไม่ดีก็เลยดีใจกลายเป็นเจ้าของศาสนา เรายกให้แล้วบอกไม่เอาแล้วศาสนานี้ เป็นอย่างนี้ก็มี นี่เป็นทัศนคติที่ผิด
ชาวพุทธเราทั่วไปไม่น้อยมีความคิดแบบนี้ ทำเหมือนกับว่าพระพุทธศาสนาเป็นเรื่องของพระ เราก็ไม่ต้องรู้ด้วย

สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (ประยุทธ์ ปยุตฺโต)
วัดญาณเวศกวัน อ.สามพราน จ.นครปฐม

Pages

Subscribe to สววท. RSS