ผัก-ผลไม้ในไทยพบสารปนเปื้อนเกือบ 100%

23-12-59/29 : Pattarawadee Fuchs / อึ้ง !! ผัก-ผลไม้ในไทยพบสารปนเปื้อนเกือบ 100% แนะวิธีล้างผักให้ปลอดภัย

เปิดตัวเลขชวนอึ้ง ผัก-ผลไม้ในไทยพบสารปนเปื้อน 90-100% แนะวิธีการล้างผักอย่างถูกวิธี เพื่อความปลอดภัยของผู้บริโภค
ในช่วงเทศกาลกินเจนี้ เชื่อว่าหลายคนคงกำลังมองหาผักและผลไม้ต่าง ๆ มาบริโภคกันโดยทั่วไป แต่รู้หรือไม่ว่าผักสดและผลไม้ที่วางขายตามท้องตลาดส่วนใหญ่มักมีสารพิษปนเปื้อน
มีสารเคมีกำจัดศัตรูพืชตกค้าง ดังนั้นเพื่อช่วยให้ผู้บริโภคสามารถทานผักและผลไม้ได้อย่างปลอดภัย ทางคณะเทคนิคการแพทย์ มหาวิทยาลัยมหิดล จึงได้จัดทำคลิปแนะนำวิธีล้างผักให้ปลอดภัย
เผยแพร่ทางเฟซบุ๊ก Mahidol Channel เมื่อวันที่ 3 ตุลาคม 2559
โดย รศ. ดร.สมพนธ์ วรรณวิมลรักษ์ จากศูนย์วิจัยพัฒนานวัตกรรม คณะเทคนิคการแพทย์ มหาวิทยาลัยมหิดล เปิดเผยว่า แม้จะมีผลวิจัยยืนยันว่าการทานผักวันละ 400 กรัม
สามารถลดความเสี่ยงของโรคหัวใจและโรคมะเร็งได้ แต่ผักและผลไม้ที่วางขายในไทยนั้นกลับไม่มีความปลอดภัยอย่างที่คิด
โดยจากการนำตัวอย่างผักมาทดสอบ 7 ชนิด ที่เก็บตัวอย่างจากกว่า 100 ตลาด ทั้งกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด ในช่วง 8-12 เดือนที่ผ่านมา พบว่ามีสารปนเปื้อนถึง 90-100%
และที่น่าตกใจคือ ไม่ว่าผักจะถูกหรือแพงก็มีโอกาสพบสารปนเปื้อนได้พอ ๆ กัน "ราคาไม่ได้รับประกันเลยว่าผักนั้น ดีหรือปลอดภัย"
โดยผักจากซูเปอร์มาร์เกตที่ติดป้ายว่าผักปลอดสารพิษ ผักอินทรีย์ รวมถึงผักปลอดภัย ซึ่งมีราคาที่สูง ก็พบว่ามีการปนเปื้อนเท่า ๆ กับผักที่ซื้อจากตลาดสดธรรมดา
ทั้งนี้การลดความเสี่ยงที่ผู้บริโภคสามารถทำได้ ก็คือการป้องกันตัวเองด้วยการล้างผัก โดยการล้างผักที่คนนิยมใช้ 4 วิธี ได้แก่
1. ล้างด้วยด่างทับทิม ลดปริมาณสารตกค้างได้ 20-30%
2. ล้างด้วยน้ำส้มสายชู ลดปริมาณสารตกค้างได้ 30-40%
3. ใช้ผงฟู (เบกกิ้งโซดา) ลดปริมาณสารตกค้างได้ 30-40%
4. ล้างด้วยน้ำไหล ลดปริมาณสารตกค้างได้ 60-70%
โดยจะพบว่าการล้างด้วยน้ำไหล เป็นวิธีการที่ช่วยลดปริมาณสารตกค้างได้มากที่สุด ทำได้ง่ายและถูกที่สุด ซึ่งการล้างผักในน้ำไหลอย่างถูกวิธี ต้องแช่ผักไว้ 10 นาที
จากนั้นเปิดน้ำให้ไหลตลอด และถูผักทีละใบนาน 2 นาที เพื่อให้น้ำช่วยชะล้างสารเคมีที่เกาะบนผิวผัก

จากเพจ: หมีNHK

เส้นแบ่งระหว่างพุทธกับกบฎผีบุญ

เส้นแบ่งระหว่างพุทธกับกบฎผีบุญ
โดย สิริอัญญา
วันพุธที่ 21 ธันวาคม 2559
ระยะนี้มีการกล่าวอ้างความเป็นสถาบันทางพระพุทธศาสนาบ้าง ความเป็นสถาบันคณะสงฆ์บ้าง กระทั่งอ้างองค์กรระดับโลกของพุทธศาสนาบ้าง และองค์กรระดับโลกของชาวพุทธบ้างกันบ่อยครั้งมาก
จนเกิดความสับสนขึ้นว่าองค์กรเหล่านี้เป็นใคร เพราะไม่มีใครรู้เห็น เข้าร่วม หรือมีการแต่งตั้งหรือก่อตั้งโดยชอบด้วยกฎหมายแต่ประการใด
ก็เป็นการ กล่าวอ้างลอย ๆ ของขบวนการเถื่อนทั้งนั้น เพราะไม่มีกฎหมายของประเทศไหนหรือองค์กรไหนในโลกรับรอง
การกล่าวนั้น และก็ไม่มีใครรู้จักองค์กรหรือแกนนำของขบวนการเหล่านั้นเลย
การกล่าวอ้างทั้งหมดที่เกิดขึ้นในช่วงนี้เห็นได้ชัดเจนว่ามีข้อเรียกร้องเป็นอย่างเดียวกัน คือต้องการคุ้มครอง ป้องกัน ช่วยเหลือพวกกบฎผีบุญที่ย่ำยีพระพุทธศาสนา ย่ำยีกฎหมายบ้านเมืองและตั้งตนเป็นรัฐอิสระอยู่ในบ้านเมืองของเราในทุกวันนี้
ดังนั้นสำหรับชาวพุทธจึงต้องสามารถจำแนกแยกแยะได้อย่างชัดเจนและปราศจากข้อสงสัยว่าอะไรคือเรื่องของพระพุทธศาสนา อะไรคือเรื่องของพวกกบฎผีบุญ
เพื่อการนี้ จึงขอนำเสนอวิธีจำแนกแยกแยะอย่างง่าย ๆ ในบางเรื่องบางประการที่สามารถใช้เป็นเส้นแบ่งระหว่างพุทธกับกบฎผีบุญได้โดยง่าย
ประการแรก การพระพุทธศาสนานั้นอยู่ภายใต้กฎหมาย ยอมรับกฎหมายบ้านเมืองมาตั้งแต่ครั้งที่พระบรมศาสนายังทรงพระชนม์อยู่ ดังเช่นการกำหนดเวลาเข้าพรรษา
เมื่อพระเจ้าแผ่นดินแห่งแคว้นมคธขอเพิ่มเติมสำหรับผู้ที่ไม่สามารถเข้าพรรษาในวันที่กำหนดได้ พระผู้มีพระภาคเจ้าก็ทรงผ่อนผัน จึงเป็นเหตุให้วันเข้าพรรษามีสองวัน คือวันเข้าพรรษาหน้าและวันเข้าพรรษาหลัง
แม้การตัดไม้ซึ่งในยุคนั้นชาวบ้านสามารถตัดไม้ได้ นำมาใช้สอยได้ แต่เมื่อทางการหวงกัน พระบรมศาสดาก็วางพระวินัยห้าม ดังนี้เป็นต้น
ส่วนพวกกบฎผีบุญเป็นพวกนอกกฎหมาย เป็นพวกไม่นับถือกฎหมาย เป็นพวกฝ่าฝืนกฎหมาย ที่ทำผิดกฎหมายได้ทุกรูปทุกแบบ และตั้งตนอยู่เหนือกฎหมาย
ดังที่ปรากฎคดีโกงประชาชนหลายหมื่นล้านบาท หลอกลวงประชาชนเอาทรัพย์สินเงินทองจำนวนมากมายมหาศาล รวมทั้งการทำผิดกฎหมายทุกรูปแบบ แม้กระทั่งการซ่องสุมกำลังคนและสิ่งผิดกฎหมายทั้งหลาย
ดังนั้นจึงสามารถจำแนกได้ในประการนี้ได้โดยง่ายว่าในพระพุทธศาสนานั้นเคารพกฎหมาย อยู่ภายใต้กฎหมาย ส่วนกบฎผีบุญนั้นไม่เคารพกฎหมาย และอยู่เหนือกฎหมาย บังอาจทำผิดกฎหมายได้โดยไม่ยำเกรงการลงโทษ ไม่ต่างอันใดกับมหาโจร
ประการที่สอง เกี่ยวกับเรื่องหลักธรรมคำสอน ซึ่งปราชญ์ทางพระพุทธศาสนาได้ชี้ไว้อย่างต่อเนื่องว่าพวกกบฎผีบุญคือภัยร้ายแรงของพระพุทธศาสนา และทำลายพระพุทธศาสนาอย่างรุนแรงที่สุด
หลักสำคัญของพระพุทธศาสนาคือพระไตรลักษณ์ ได้แก่กฎสามัญของสรรพสิ่งที่ว่าสรรพสิ่งไม่เที่ยง เกิดขึ้นแล้วตั้งอยู่และดับไปเป็นธรรมดา สิ่งปรุงแต่งทั้งปวงไม่เที่ยง เป็นทุกข์ และธรรมทั้งหลายไม่ใช่ตัวตนของใคร
ส่วนกบฎผีบุญนั้นสอนในทางตรงกันข้าม สอนให้ยึดมั่นในตัวตน สอนให้ยึดมั่นในความโลภและความหลง คือโลภอยากได้สวรรค์ชั้นต่าง ๆ ไม่มีที่สิ้นสุด โลภอยากได้บุญ โลภอยากได้ทุกสิ่งทุกอย่างอย่างไม่มีข้อจำกัด
ซึ่งเป็นความหลงขั้นรุนแรงที่สุดที่มนุษย์จะพึงมี ซึ่งกบฎผีบุญต้องสั่งสอนอย่างนี้จึงจะสามารถหลอกลวงคนทั้งปวงให้ส่งมอบทรัพย์สินเงินทองได้ตามต้องการ
ประการที่สาม เกี่ยวกับเรื่องการสวดมนต์ เอะอะก็อ้างว่าสวดมนต์ จะปกป้องคนผิดที่ศาลออกหมายจับหมายค้นก็เอาการสวดมนต์มาบังหน้า ซึ่งไม่ใช่วิสัยในพระพุทธศาสนา
อันการสวดมนต์นั้นอาจจำแนกเป็นประเภทได้ดังต่อไปนี้
ประเภทแรก เป็นการสวดตามพระวินัย ที่พระพุทธเจ้าบัญญัติให้พระสวด ไม่ว่าจะเป็นการสวดทำวัตรเพื่อความเป็นปกติของวัตรปฏิบัติแห่งสงฆ์ การสวดญัตติจตุตถกรรมในการทำพิธีอุปสมบท
หรือการสวดปาติโมกข์เพื่อทบทวนพระวินัยที่ทรงบัญญัติไว้ให้แจ่มแจ้งขึ้นใจในคณะสงฆ์ ซึ่งการสวดเหล่านี้เป็นพิธีกรรมที่ต้องกระทำโดยความสามัคคีแห่งสงฆ์ ในเขตอันกำหนดแน่นอนคือเขตพุทธาวาส และในท่ามกลางความบริสุทธิ์ของสงฆ์
ประเภทที่สอง เป็นการสวดเพื่อความรำลึกถึงพระคุณของพระรัตนตรัย และอานิสงส์ของพระรัตนตรัย หรือที่เรียกว่าการสวดพระพุทธมนต์
อันจำแนกแยกแยะเป็นสองอย่างคือการสวดมนต์สำหรับงานชาวบ้านที่สวดด้วยจุลราชปริตร และการสวดในงานหลวงหรือที่เรียกว่ามหาราชปริตร ซึ่งเป็นการสวดตามที่มีผู้อาราธนาเพื่อความเป็นสิริมงคล
ประเภทที่สาม เป็นการสวดมนต์ลำพังตน เพื่อความสงบ เพื่อความบริสุทธิ์ของจิตใจ ซึ่งชาวพุทธนิยมสวดกันเฉพาะตนตามบ้าน ตามที่อยู่ หรือในที่อันสงบสงัดเป็นส่วนตัว
ส่วนพวกกบฎผีบุญนั้นไม่ได้สวดในลักษณะนี้ แต่สวดเพื่อการอย่างอื่น เช่น การจัดชุมนุมเพื่อคุ้มครองป้องกันผู้ต้องหาหรือจำเลยในคดีอาญา
เพื่อขัดขวางการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ มิได้เป็นไปเพื่อความบริสุทธิ์ เพื่อความสงบ เหมือนกับการสวดมนต์ในพระพุทธศาสนา
ประเภทที่สี่ เป็นการสวดสาธยายธรรม นั่นคือการอัญเชิญพระสูตรมาสวดในท่ามกลางสงฆ์ คือพระสงฆ์รูปหนึ่งเป็นผู้สวด
และพระสงฆ์ซึ่งประกอบขึ้นเป็นองค์สงฆ์แล้วรับฟัง การสวดลักษณะนี้เป็นการสวดสาธยายเพื่อการศึกษา เพื่อการพิจารณาพระธรรม เสมือนดั่งพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงธรรมต่อหน้าสงฆ์
ส่วนพวกกบฎผีบุญนั้นอ้างว่าสวดธรรมจักกัปปวัตนสูตรและเป็นการชุมนุมสวดเป็นล้าน ๆ จบ ซึ่งคนทั้งปวงย่อมตั้งความสงสัยว่าจริงหรือไม่จริง และถ้าจริงก็ผิดพระวินัย
เพราะพระสูตรนั้นจะสวดพร้อมกันตั้งแต่สองรูปขึ้นไปไม่ได้ เหตุผลก็คือไม่มีคนฟัง และอาจจะแตกต่างกันจนไม่รู้ว่าอะไรเป็นพุทธวจน
ถ้าจะสังเกตเรื่องการสวด ก็สามารถจำแนกแยกแยะได้ด้วยประการต่าง ๆ ที่พรรณนามานี้
ประการที่สี่ เกี่ยวกับเรื่องการนั่งสมาธิ
ในพระพุทธศาสนานั้นการนั่งสมาธิเป็นไปเพื่อการศึกษาอบรมและปฏิบัติทางจิต เพื่อการปล่อยปละละวาง เพื่อความสงบ เพื่อความว่าง เพื่อความบริสุทธิ์ เพื่อความดับทุกข์และนิพพาน
ซึ่งเป็นแบบแผนวิธีการที่พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงตรัสสอนและวางแบบแผนไว้อย่างละเอียดถี่ถ้วน
ส่วนพวกกบฎผีบุญนั้น ที่เรียกว่านั่งสมาธินั้นไม่ใช่สมาธิในพระพุทธศาสนาเพราะเป็นการนัดชุมนุมกันมานั่งในที่อันไม่สงบ ไม่สงัด ไม่วิเวก
ไม่ได้เป็นการนั่งเพื่อความสงบ เพื่อความสงัด เพื่อความวิเวก เพื่อการปล่อยปละละวาง เพื่อความบริสุทธิ์ เพื่อความดับทุกข์หรือพระนิพพาน
แต่เป็นการกระทำเพื่อลวงโลกแล้วหลอกลวงว่านั่นคือสมาธิ ซึ่งไม่มีสมาธิอะไรเกิดขึ้นแม้แต่น้อย เป็นแค่การแสดงอย่างหนึ่ง
ซึ่งการแสดงแบบนั้นตอไม้หรือจอมปลวกยังน่านับถือกว่า เพราะนิ่งกว่า เฉยกว่า และไม่ได้มีเจตนาที่ทุศีลใด ๆ
ด้วยสี่ประการนี้จะสามารถใช้เป็นเส้นแบ่งในการจำแนกแยกแยะระหว่างพุทธศาสนากับกบฎผีบุญได้อย่างง่ายดาย.

จากเพจ: Paisal Puechmongkol

แฉบีบีซีไม่ใช่สำนักข่าวแต่เป็นล้อบบี้ยิสต์-หวังทำลายรัฐบาลไทยช่วงเปลี่ยนผ่าน

แฉ BBC ไม่ใช่สำนักข่าวแต่เป็นล้อบบี้ยิสต์-เป็นกระบอกเสียงรัฐบาลอังกฤษและกลุ่มผลประโยชน์มาตั้งแต่ปี 1922 เพื่อล่าอาณานิคม ในประเทศไทยช่วงเปลี่ยนผ่านหวังทำลายรัฐบาลไทยด้วยการเสนอ Fake news
เมื่อวันที่ 7 ธันวาคม 2016 เว็บไซต์ข่าว The New Atlas เสนอข่าวว่า BBC ไม่ใช่สำนักข่าวและไม่เคยเป็น เพราะคนพวกนี้เป็นเพียงแค่ล็อบบี้ยิสต์เป็นพวกผีโม่แป้ง ทำทุกอย่างได้เพื่อเงิน ต้องปฏิบัติกับพวกเขาเป็นล็อบบี้ยิสต์ ไม่ใช่สื่อมวลชน (The BBC is NOT a news organization! It should not be treated as one. They are lobbyists, treat them like lobbyists.)
The New Atlas รายงานว่า BBC เป็นกระบอกเสียงโฆษณาชวนเชื่อของรัฐบาลอังกฤษมาตั้งแต่ปี 1922 ไม่ได้ตั้งขึ้นมาเพื่อการแสวงหาความจริง แต่ตั้งขึ้นมาเพื่อประโยชน์ของจักวรรดินิยมอังกฤษและกลุ่มผลประโยชน์ต่างๆที่เกี่ยวข้องในการล่าอาณานิคม
ในประเทศไทย นายโจนาธาน เฮด และ แก๊งค์สื่อต่างชาติสโมสรนักข่าวต่างประเทศในไทย(FCCT) นั้นมีหลักฐานเชิงประจักษ์หลายครั้งที่พบว่าการทำงานของคนพวกนี้ ทำตัวเป็นล็อบบี้ยิสต์ บิดเบือน ปลุกปั่น โกหกหลอกลวงๆ ประเด็นต่างๆ เพื่อโจมตีประเทศไทย โดยใช้คำว่า “สื่อมวลชน” บังหน้า
แต่การรายงานข่าวของคนพวกนี้ไม่มีความตรงไปตรงมาและมีวาระซ่อนเร้น เพราะรับเงินมาจากรัฐบาลสหรัฐและกลุ่มประเทศในสหภาพยุโรป โดยทำงานประสานไปกับ NGO จอมปลอม ที่มีแหล่งทุนเดียวกันด้วย ไม่ว่าจะเป็น NED ของกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐ และกองทุนเปิดสังคม (Open Society) ของ จอร์จ โซลอส โดย BBC ใช้คำว่าสื่อมวลชน ทำมาหากินและสร้างความสับสนให้กับประชาชน
ปัจจุบัน บีบีซีทำหน้าที่เป็นธุระในการโฆษณาชวนเชื่อมุ่งเป้าไปที่การลอบทำลายรัฐบาลไทย โดยจงใจเผยแพร่ข้อมูลที่เป็นเท็จเพื่อสร้างความสงสัย (ให้แก่ผู้อ่าน)ในระหว่างที่มีการเปลี่ยนแปลงอันสำคัญของประเทศไทย
“คนไทยและคนทั่วโลก ควรรับรู้ว่าเรื่อง “ข่าวปลอม” (Fake news) ที่มีการพูดตอนนี้นั้น BBC คือ ตัวอย่างที่ดีทีสุด ในการสร้าง “Fake news” มาอย่างยาวนาน รวมทั้งการโฆษณาชวนเชื่อหลอกหลวงของ BBC และเครือข่ายสื่อตะวันตกล็อบบี้ยิสต์ ทำให้เกิดสงครามและมีคนตายเป็นล้านคน”รายงานสรุป
สำหรับภาษาอังกฤษพาดหัวว่า The BBC is NOT a news organization! It should not be treated as one. They are lobbyists, treat them like lobbyists.
"The British Broadcasting Corporation (BBC) is British propaganda that has, since 1922, served the interests not of objectivity and truth, but of the British Empire and the special interests that constitute it."
"The BBC's Jonathan Head in Thailand specifically, has tampered with evidence, committed fraud regarding the FCCT's funding and commits fraud each and every time he and his network presents lobbying as journalism. The BBC in Thailand, along with other members of the FCCT, work ceaselessly to lend credibility to US and European government funded fronts posing as "nongovernmental organisations" (NGOs). It is yet another example of how the BBC abuses journalism to perpetuate fraud and confusion.
Both Thais, and the global public abroad should be aware that as talk of "fake news" circulates, organisations like the BBC could easily be considered as one of the original "fake news" networks."
รายละเอียดเพิ่มเติมอ่านต่อได้ที่
The BBC is NOT a news organization! It should not be treated as one. They are lobbyists, treat them like lobbyists.

http://www.thenewatlas.org/2016/12/the-bbc-is-not-news-organisation-and....

จาก ไทยทริบูร (Thai Tribune) : Last updated: 8 ธันวาคม 2559 | 20:35

บีบีซีไทย

บีบีซีไทย อยู่ภายใต้กฎหมายไทย
จะอยู่เหนือกฎหมายไม่ได้
ถ้าทำผิดต้องถูกดำเนินคดี
จะอ้างสื่อไหนๆมาขู่ประเทศไทยและคนไทยไม่ได้
คนไทยไม่ใช่ทาสไม่ยอมให้ใครมาล่วงละเมิดเจ้าเหนือหัวของเรา
เมืี่อถูกกล่าวหาว่าทำผิดกฎหมายแล้วหลบหนีไม่ยอมรับกระบวนการยุติธรรม จะต่างอันใดกับอาชญากร
ไปไกลๆเลย ไม่ต้องกลับมาอีก
เราสามารถอยู่กันได้
แผ่นดินจะสูงขึ้น
ต่อไปยังต้องจับตาสื่อขี้ข้ารับเงินมหาโจรต่างชาติมาทำลายไทย และสื่อขี้ข้าจอมเสี้ยมอีกราย ว่าจะมีชะตากรรมและวิบากกรรมอย่างไร
ใครเป็นญาติมิตรครอบครัวน่าจะเตือนให้หยุดหรือถอยออกมาจะเป็นสิริมงคลกว่าทำร้ายบ้านเมืองนะครับ

จากเพจ Paisal Puechmongkol 9/12/2559

ตรวจสอบการลงทะเบียนเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐ

ว่าด้วยเรื่อง 'อรัญวาสี-คามวาสี'

เป็นมหามงคล "รัชกาลที่ ๑๐" และเป็นบุญประเทศยิ่ง
ที่เมื่อวาน (๕ ธ.ค.๕๙)
"สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร" รัชกาลที่ ๑๐ ทรงบำเพ็ญพระราชกุศลทักษิณานุปทาน
เนื่องในวันเฉลิมพระชนมพรรษา "พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช" รัชกาลที่ ๙
ณ วัดพระศรีรัตนศาสดาราม
และทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานสถาปนาเลื่อน-แต่งตั้งสมณศักดิ์พระเถรานุเถระ ๑๕๙ รูป
ในจำนวน ๑๕๙ รูปนั้น ที่ยังความปลาบปลื้มยินดีให้บังเกิดแก่พุทธศาสนิกชนเป็นพิเศษ
ก็ดังความที่ "ราชกิจจานุเบกษา" เผยแพร่ประกาศสถาปนาสมณศักดิ์ เมื่อวาน ดังนี้
"สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร มีพระราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ประกาศว่า
โดยที่ทรงพระราชอนุสรณ์คำนึงถึง พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มหิตลาธิเบศรรามาธิบดี
จักรีนฤบดินทร สยามินทราธิราช บรมนาถบพิตร สมเด็จพระบรมชนกนาถซึ่งเสด็จสวรรคต
เมื่อวันพฤหัสบดีที่ ๑๓ ตุลาคม พุทธศักราช ๒๕๕๙
ว่า ทรงเป็นพุทธมามกะ และอัครศาสนูปถัมภก ทรงใส่พระราชหฤทัยในการทะนุบำรุงและสืบทอดพระพุทธศาสนา
โดยทรงพระกรุณาโปรดสถาปนา เลื่อนและตั้งสมณศักดิ์ถวายแด่พระสังฆาธิการ ซึ่งดำรงในสมณคุณ
มีอุปการะยิ่งแก่การพระศาสนาเป็นประจำทุกปี
บัดนี้ เพื่อเป็นการบำเพ็ญพระราชกุศลถวายแด่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช
มหิตลาธิเบศรรามาธิบดี จักรีนฤบดินทร สยามินทราธิราช บรมนาถบพิตร
จึงสมควรจะสถาปนาอิสริยยศและเลื่อนอิสริยฐานันดรพระสงฆ์ที่ดำรงอยู่ในสมณคุณ
และมีอุปการะยิ่งแก่การพระศาสนา
ดังกล่าว สูงขึ้นเพื่อจักได้บริหารพระศาสนาให้เจริญรุ่งเรืองสถาพร ตามโบราณราชประเพณีสืบต่อไป
จึงทรงพระกรุณาโปรดสถาปนา
๑.พระพรหมคุณาภรณ์ ขึ้นเป็น สมเด็จพระราชาคณะ มีราชทินนามตามที่จารึกในสุพรรณบัฏว่า
สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ ญาณอดุลสุนทรนายก ปาพจนดิลก วรานุศาสน์ อารยางกูรพิลาสนามานุกรม คัมภีรญาณอุดมวิศิษฏ์ ตรีปิฎกบัณฑิต มหาคณิสสร บวรสังฆาราม คามวาสีอรัญวาสี
สถิต ณ วัดญาณเวศกวัน จังหวัดนครปฐม
มีฐานานุศักดิ์ ตั้งฐานานุกรมได้ ๑๐ รูป
๒.พระธรรมวราจารย์ ขึ้นเป็น พระราชาคณะเจ้าคณะรอง มีราชทินนามตามที่จารึกในหิรัญบัฏว่า
พระสุธรรมาธิบดี ปูชนียฐานประยุต มงคลวุฒคณาทร บวรศีลาจาร ศาสนภารธุราทร
ธรรมยุตติกคณิสสรบวรสังฆารามคามวาสี
สถิต ณ วัดบวรนิเวศราชวรวิหาร พระอารามหลวง กรุงเทพมหานคร
มีฐานานุศักดิ์ ตั้งฐานานุกรมได้ ๘ รูป
๓.พระธรรมสุธี ขึ้นเป็น พระราชาคณะเจ้าคณะรอง มีราชทินนามตามที่จารึกในหิรัญบัฏว่า
พระธรรมปัญญาบดี ศรีสังฆวรนายก มหาจุฬาลงกรณดิลกสุพพิธาน นายกสภาบริหารบัณฑิตปริยัติกิจวรธาดา
มหาคณิสสร บวรสังฆาราม คามวาสี
สถิต ณ วัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฎิ์ราชวรมหาวิหาร พระอารามหลวง กรุงเทพมหานคร
มีฐานานุศักดิ์ ตั้งฐานานุกรมได้ ๘ รูป
๔.พระธรรมมังคลาจารย์ ขึ้นเป็น พระราชาคณะเจ้าคณะรอง มีราชทินนามตามที่จารึกในหิรัญบัฏว่า
พระพรหมมงคล ภาวนาโกศลสุพพิธาน วิปัสสนาบริหารพิสุทธิ์ ปาวจนุตตมานุศาสน์คัมภีรญาณพิลาสธำรง
มหาคณิสสร บวรสังฆาราม คามวาสี
สถิต ณ วัดพระธาตุศรีจอมทองวรวิหาร พระอารามหลวง จังหวัดเชียงใหม่
มีฐานานุศักดิ์ ตั้งฐานานุกรมได้ ๘ รูป
ขออาราธนาพระคุณผู้ได้รับพระราชทานเลื่อนสมณฐานันดร เพิ่มอิสริยยศ ในครั้งนี้ จงรับธุระพระพุทธศาสนา เป็นภาระสั่งสอน
ช่วยระงับอธิกรณ์ และอนุเคราะห์พระภิกษุสามเณรในคณะและในพระอาราม ตามสมควรแก่กำลัง และอิสริยยศซึ่งพระราชทานนี้
และจงเจริญอายุ วรรณ สุข พลปฏิภาณ คุณสารสิริสวัสดิ์ จิรัฏฐิติ วิรุฬหิไพบูลย์ ในพระพุทธศาสนาเทอญ
ประกาศ ณ วันที่ ๕ ธันวาคม พุทธศักราช ๒๕๕๙ เป็นปีที่ ๑ ในรัชกาลปัจจุบัน
ผู้รับสนองพระราชโองการ
พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา
นายกรัฐมนตรี"
ครับ...สมณศักดิ์ของสงฆ์ไทย ทั้งหมดมี ๙ ชั้น ๒๑ อันดับ ที่ควรสนใจระดับปกครองคณะสงฆ์ ก็
· ชั้น ๑ สกลมหาสังฆปริณายก เป็นตำแหน่งสังฆราช
ชั้น ๒ มหาสังฆนายก เจ้าคณะใหญ่ ชั้นสุพรรณบัฏ
คือสมเด็จพระราชาคณะ มี ๔ ตำแหน่ง คือ
พระพุทธโฆษาจารย์, พระวันรัต, พระพุทธาจารย์, มหาวีรวงศ์
· ชั้น ๓ พระราชาคณะเจ้าคณะรอง มี ๒ อันดับ
คือพระราชาคณะเจ้าคณะรอง ชั้นหิรัญบัฏ
· เอาเท่านี้พอ..........
จะเห็นว่า "สมเด็จพระราชาคณะ" ชั้นสุพรรณบัฏที่ "พระพรหมคุณาภรณ์" หรือท่านเจ้าคุณประยุทธ์ ปยุตฺโต
ได้รับสถาปนา
ราชทินนามตามที่จารึกว่า "สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์" นั้น รองลงมาจากสมเด็จพระสังฆราช
สูงกว่าพระราชาคณะเจ้าคณะรองในชั้น "หิรัญบัฏ" และโปรดสังเกต..........
ราชทินนามตามจารึกในสุพรรณบัฏว่า "สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ ญาณอดุลสุนทรนายก ปาพจนดิลก
วรานุศาสน์ อารยางกูรพิลาสนามานุกรม คัมภีรญาณอุดมวิศิษฏ์ ตรีปิฎกบัณฑิต มหาคณิสสร
บวรสังฆาราม คามวาสีอรัญวาสี
สถิต ณ วัดญาณเวศกวัน จังหวัดนครปฐม" นั้น
ระบุทั้ง "คามวาสีและอรัญวาสี"
"อรัญวาสี-คามวาสี" คืออะไร หลายท่านอาจอยากทราบ?
ทั้ง ๒ อย่างนั้น ใช้เป็นสร้อยนามสมณศักดิ์ สำหรับระดับพระราชาคณะขึ้นไปเท่านั้น เพื่อบ่งบอกว่า
"อรัญวาสี"หมายถึงพระราชาคณะรูปนั้น เป็นพระป่า วัตรปฏิบัติจะมุ่งเน้น ๒ อย่าง
คือการเจริญจิตภาวนาด้วยวิปัสสนากรรมฐาน และสอนคนให้เดินอยู่ในเส้นทางศีล-สมาธิ-ปัญญา ไม่เน้นงานด้านบริหารปกครองคณะสงฆ์
"คามวาสี" หมายถึงพระราชาคณะรูปนั้น เป็นพระบ้าน
คือพระในเมือง มุ่งงานด้านบริหารปกครอง ก่อสร้าง พัฒนา ด้านวัตถุ ด้านปริยัติ งานสวด งานเผา งานแต่ง
ก็ต้องพระคามวาสีเป็นหลัก
สรุป พระอรัญวาสี มุ่งพัฒนาจิต พระคามวาสี มุ่งพัฒนาวัตถุ นี่เป็นหลักกว้างๆ
เมื่อทราบหลักเช่นนี้แล้ว ก็ลองย้อนขึ้นไปดูราชทินนาม
"สมเด็จพระราชาคณะ" คือสมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ และพระราชาคณะเจ้าคณะรอง อีก ๓ รูปดู
ก็จะทราบว่า รูปไหนเป็นพระป่า-พระบ้าน
"สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์" มีทั้งคำว่า "อรัญวาสี" และ "คามวาสี"
หมายถึง นับต่อจากนี้ เมื่อได้รับการสถาปนาขึ้นเป็น "สมเด็จพระราชาคณะ" รูปแรกและรูปเดียว
เป็นปฐมแห่งแผ่นดินรัชกาลที่ ๑๐ แล้ว
จากที่มุ่งทางอรัญวาสีแต่เดิม ก็จะต้องรับธุระด้าน "คามวาสี" คืองานปกครองคณะสงฆ์ควบคู่ไปด้วย
ตามคำประกาศ ดังปรากฏในราชกิจจา ว่าด้วยการสถาปนาสมณศักดิ์ความเบื้องต้นว่า
"เพื่อจักได้บริหารพระศาสนาให้เจริญรุ่งเรืองสถาพร ตามโบราณราชประเพณีสืบต่อไป"
และความเบื้องปลาย ว่า...........
"จงรับธุระพระพุทธศาสนา เป็นภาระสั่งสอน ช่วยระงับอธิกรณ์ และอนุเคราะห์พระภิกษุสามเณรในคณะ
และในพระอารามตามสมควรแก่กำลัง และอิสริยยศซึ่งพระราชทานนี้"
ทีนี้มาดู พระราชาคณะเจ้าคณะรอง ในชั้นหิรัญบัฏ อีก ๓ รูป
พระสุธรรมาธิบดี วัดบวรฯ กทม.
พระธรรมปัญญาบดี วัดมหาธาตุ กทม.
พระพรหมมงคล วัดศรีจอมทอง เชียงใหม่
เห็นชัด ว่าทั้ง ๓ รูป เป็นพระบ้าน คือพระทำหน้าที่ด้านคันถธุระ หมายถึงงานทางบริหาร-ปกครอง
เพราะจารึกในหิรัญบัฏระบุ "คามวาสี" อย่างเดียว
มีบางคนเข้าใจว่า คามวาสี ใช้กับพระมหานิกาย และอรัญวาสี ใช้กับพระฝ่ายธรรมยุต ไม่น่าถูกต้องนะ
ดูตัวอย่างนี่ก็ได้ "สมเด็จพระญาณสังวร" สมเด็จพระสังฆราช วัดบวรนิเวศวิหาร ฝ่ายธรรมยุต
จารึกในสุพรรณบัฏ มีคำว่า "คามวาสี อรัญวาสี"
เพราะพระองค์ทรงปฏิบัติทั้งวิปัสสนาธุระ ทั้งทรงทำหน้าที่ปกครองคณะสงฆ์ อันเป็นฝ่ายคันถธุระ
สมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ วัดปากน้ำ ซึ่งเป็นฝ่ายมหานิกายก็เช่นกัน นามตามจารึกในสุพรรณบัฏ ก็มี "คามวาสี อรัญวาสี"
ในตำแหน่ง "สมเด็จพระราชาคณะ" ซึ่งต้องปกครองคณะสงฆ์ ก็ต้องทำหน้าที่ทั้งด้านพระป่าและพระบ้าน
วันนี้ "มึนตึ้บ" อ่านไม่รู้เรื่องกันใช่มั้ย ผมเองยังมึนเลย!
แต่รู้ไว้บ้างก็ดี ........
เพราะนี่เป็นครั้งแรกในวงการสงฆ์ ที่พระจากวัดราษฎร์ คือ "วัดญาณเวศกวัน" ทั้งเป็นพระป่า
คือท่านเจ้าคุณประยุทธ์
ได้รับสถาปนาขึ้นระดับสมเด็จพระราชาคณะที่ "สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์" มาทำหน้าที่พระบ้านอีกด้านหนึ่ง
และรู้ไว้ด้วยก็ไม่น่าเสียหาย..........
ในการสถาปนาเลื่อน-แต่งตั้งสมณศักดิ์ ปี ๕๙ นี้ ในจำนวน "พระราชาคณะชั้นสามัญ" ๘๗ รูป
อันดับที่ ๖๘ "พระมหาโชว์" วัดศรีสุดาราม ที่คุ้นๆ หน้าจากเวทีเสื้อแดง
ได้เป็นเจ้าคุณด้วยที่ "พระสุธีวีรบัณฑิต"
ขอท่านเจ้าคุณโชว์จงงอกงามในกรรม.

ไทยโพสต์ โดยเปลว สีเงิน 6 ธ.ค.2559

พระราชลัญจกร ประจำพระองค์ ในหลวงรัชกาลที่ ๑๐

พระราชลัญจกร ประจำพระองค์ ในหลวงรัชกาลที่ ๑๐ เป็นรูป "พระครุฑพ่าห์"

ขอพระองค์ทรงพระเจริญยิ่งยืนนาน

รัชกาลที่10 ทรงพระเจริญ


สำนักพระราชวัง มีประกาศให้เรียกพระนามใหม่ รัชกาลที่ 10 นับตั้งแต่วันที่ 2 ธันวาคม 2559
"สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูรฯ"

พระปรมาภิไธยย่อ

ประชาชนสามารถดาวน์โหลดพระบรมฉายาลักษณ์สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 10 ได้ 3 ช่องทาง
http://www.prd.go.th/images/article/news151341/n20161203000008_83990.jpg
https://goo.gl/ITZxnl
https://goo.gl/Hx8Pm2

สื่อกระแสหลักมะกันและยุโรปต้มคนทั้งโลก:

สื่อกระแสหลักมะกันและยุโรปต้มคนทั้งโลก:
ผมมีนิสัยอ่านข่าวต่างประเทศก่อนไปทำงานหลักตั้งแต่เป็นนักศึกษาในเมืองนอกเมืองนา อ่านไปอ่านมาก็รู้สึกว่ารู้ทันข่าวลวงที่มุ่งโฆษณาชวนเชื่อของมะกันและพันธมิตร สิ่งที่ผมเขียนรายวันที่จริงแล้วก็คือความเห็นผมหลังจากที่อ่านข่าวนั่นแหละครับ บางทีกลับมาอ่านที่ตนเองเขียนก็รู้สึกว่าเหมือนกำลังทำสงครามต่อต้านข่าวลวงจากสื่อตะวันตกยังไงยังงั้น วันนี้ ผมมีข้อสังเกตดังนี้ครับ:-
๑.สงครามข่าวเกิดขึ้นมานานแล้ว ฝั่งอเมริกาและพันธมิตรควบคุมสำนักข่าวกระแสหลักอย่าง CNN, BBC, New York Times, Washington Post เป็นต้นสร้างข่าวลวงเพื่อโฆษณาชวนเชื่อซึ่งจะทำให้ตนแสวงหาผลประโยชน์ในทางการเมืองจากประเทศอื่นๆ รอบโลกได้
เช่น อ้างว่าทำสงครามกับการก่อการร้าย (war on terror) ที่แท้ก็สร้างกลุ่มก่อการร้ายป่วนซีเรีย, หาเรื่องยกทัพไปอิรักโดยปั้นข่าวเท็จว่าอิรักมีอาวุธนิวเคลียร์ (WMD), โกหกชาวโลกว่าเกิดปรากฎการณ์อาหรับสปริงหรือสงครามกลางเมือง (civil war) ในซีเรีย, โกหกชาวโลกว่าประธานาธิบดีอัสสาดของซีเรียใช้อาวุธเคมี, สร้างภาพกัดดาฟีและฮุสเซนให้คนเกลียดรอบโลกก่อนยกทัพไปถล่ม,สร้างภาพว่ารัสเซียบุกยูเครน (ที่แท้ตนเองนั่นแหละที่ส่ง CIA ไปล้มรัฐบาลเขา) ฯลฯ
พอรัสเซียรู้แผนก็ใช้ Sputnik และ RT ตีแผ่ มะกันก็เลยโกรธรัสเซียหนักจนกระทั่งบัดนี้
๒.ในท่ามกลางข่าวเท็จข่าวลวงแบบนี้ ผู้นำประเทศต่างๆ ที่ต่อต้านมะกันและพันธมิตรกลับได้รับการยอมรับจากประชาชนที่มีการศึกษาในประเทศนั้นๆ เป็นอย่างดี ใครเดินตามนโยบายมะกันและพันธมิตรจะค่อยๆ ถูกลืม การเลือกตั้งประธานาธิบดีในหลายๆ ประเทศขณะนี้กำลังพิสูจน์ว่าผู้สมัครที่นิยมรัสเซียจะได้รับเลือกตั้ง
อัสสาดของซีเรียได้รับการยอมรับกว่าเดิม ดูเตอร์เตของฟิลิปปินส์ก็ได้รับการสนับสนุนจากประชาชน นายกซิปราสของกรีซในปัจจุบันก็มีประชาชนศรัทธามาก โดนัลด์ ทรัมป์ของอเมริกาก็เป็นอีกหนึ่งตัวอย่างที่ดี ฝรั่งเศสคืออีกหนึ่งตัวอย่างที่จะตามมา
๓.ยังไม่เห็นนักการเมืองไทยคนไหนมี *ภูมิปัญญา* และ *ความกล้า* มากพอจะออกมาชี้นำประชาชนให้สู้รบกับสงครามข่าวอันจอมปลอมที่รัฐบาลมะกันและพันธมิตรสร้างขึ้นมานี้เลย ผมรู้สึกไม่ไว้วางใจให้นักการเมืองเหล่านี้บริหารประเทศเลย ทางที่ดี น่าจะให้รัฐบาลคสช.สับเปลี่ยนคนมาเป็นนายกเพื่อบริหารประเทศไปไม่น้อยกว่า ๒๐ ปี เห็นจะดีเป็นแน่ คอยให้นักการเมืองมีปัญญาและความกล้ามากพอจะนำประชาชนก่อนแล้วค่อยจัดการเลือกตั้ง ก็ไม่สาย
๔.ในยุคสมัยสงครามข่าวที่เล่นกันแรงแบบนี้ ข้อมูลที่จะอ่านเพื่อให้ตนเองฉลาดมีมาก สามารถค้นหาได้แต่มนุษย์เราแต่ละคนก็ยังมีสิทธิเสรีภาพที่จะอยู่ด้วยความไม่รู้ มีสิทธิ์ที่จะอยู่ด้วยการถูกมอมเมาด้วยข่าวเท็จ ดังนั้น คนไทยส่วนมากจึงยังติดตามเสพข่าวจากสื่อกระแสหลักซึ่งรายงานข่าวตามก้นสำนักสื่อกระแสหลักของมะกันและพันธมิตรอีกทีเพื่อให้ตนถูกล้างสมองกันต่อไป
แต่สำหรับผู้ฉลาดซึ่งปรกติก็มีไม่มาก อ่านข่าวใดๆ แล้วก็ต้องคิดรอบด้าน แม้อ่านข่าวผมก็โปรดอย่าเชื่อ ผมอ่านข่าวผมก็กรองแล้วชั้นหนึ่ง ท่านก็ควรจะต้องใช้หลักกาลามสูตรกรองแล้วกรองอีก ถึงจะอ่านข่าวแล้วได้พัฒนาปัญญาไปด้วย
ข่าวข้างล่างนี้บอกว่านักการเมืองรัสเซียออกมาแฉว่าเครื่องบินรบมะกันมิได้ทิ้งระเบิดใส่กลุ่มก่อการร้ายไอสิสแต่อย่างใด หากทิ้งลงทะเลทราย แล้วใช้สื่อในความควบคุมตนสร้างภาพว่าเครื่องบินตนถล่มกลุ่มก่อการร้ายไอสิส
๒๙ พฤศจิกายน ๒๕๕๙
*หมายเหตุ: ถ้าจะแชร์ ไม่ต้องขออนุญาตแต่โปรดอ้างที่มาให้ชัดเจนและหากจะวิจารณ์ โปรดใช้คำสุภาพเพื่อป้องกันการละเมิดพรบ.คอมพิวเตอร์ โปรดสะกดใช้คำให้ถูกต้องตามหลักภาษาไทยด้วย ผมพยายามลบข้อความวิจารณ์ที่หยาบและสะกดผิดออกทุกครั้งที่เห็น ในกรณีที่วิจารณ์ไม่เข้าเรื่อง อ่อนตรรกะหรือหยาบเกินไปบ่อยๆ ผมอาจจะบล็อคไม่ให้วิจารณ์อีกนะครับ
http://www.redflagnews.com/headlines-2015/breaking-putins-russia-unveils...

จากเพจ ปฐมพงษ์ โพธิ์ประสิทธินันท์:

"ไอซิส อาจจะพยายามดึงโรฮินจาเข้ามาร่วมกลุ่มก่อการร้าย"

24-11-59/10 : Jeerachart Jongsomchai / "ไอซิส อาจจะพยายามดึงโรฮินจาเข้ามาร่วมกลุ่มก่อการร้าย"
... หลังจาก 9 ตุลาคม 2016 ที่มีกลุ่มติดอาวุธไม่ทราบฝ่ายได้ลอบสังหารเจ้าหน้าที่ตำรวจพม่าที่ด่านตรวจคนเข้าเมืองเสียชีวิตไป 9 นาย เลยทำให้พม่าใช้มาตรการรุนแรงตอบโต้ใช้เฮลิคอปเตอร์กราดยิงและเผาหมู่บ้านชาวโรฮินจา เหตุการณ์ในพม่ากรณีชาวโรฮินจาจึงกลับมารุนแรงอีกครั้ง แถมได้สื่อตะวันตกที่ตั้งกล้องเตรียมพร้อมอยู่แล้วกระพือข่าวไปทั่วโลก
... โดยทางการพม่าก็เชื่อว่าเป็นเป็นกลุ่มก่อการร้ายโรฮินจา ที่มีหลายกลุ่ม เช่น Rohingya Solidarity Organization (RSO) หรือ Arakan Rohingya National Organisation (ARNO), ที่เป็นกลุ่มที่ต้องการต่อต้านรัฐบาลพม่าด้วยความรุนแรง ตาต่อตา ตั้งแต่ช่วงปี 1980s โดยในอดีตก็เคยมีข่าวว่ากลุ่มอิสลามที่ได้รับการสนับสนุนจากประเทศอิสลามอื่นๆมาแล้ว เช่น ลิเบีย ซาอุดิส ... จนถึงปัจจุบัน มีการคาดการณ์ว่าชาวอพยพเหล่านี้่อาจจะถูกกลุ่ม "ไอซิส" เกณท์มาเข้าร่วมขบวนการณ์
... โดยผู้อพยพชาวโรฮินจาส่วนใหญ่จะต้องการอพยพไปอยู่ที่ มาเลเซีย แลเ อินโดนีเซีย ที่เป็นมุสลิมเช่นกัน และหลายส่วนในนั้นก็ถูกเกณท์เข้ากลุ่มไอซิส โดยตัวเลขประมาณว่าที่อินโดนีเซียนั้นมีกลุ่มชาวอินโดนีเซียได้เข้าร่วมกับไอซิสไปแล้วกว่า 700 คน ขณะที่มาเลย์มีประมาณ 200 คน ที่กำลังไปรบอยู่ใน อิรัก และ ซีเรีย
... และไม่ใช่แค่นั้น ไอซิส ได้เกณท์คนหนุ่มในดินแดนนี้ โดยถือเอาบริเวณนี้เป็นเป้าหมายใหม่ในการเกณท์คนแถวนี้เข้าร่วมขบวนการในการเกณท์ไปร่วมรบที่ตะวันออกกลาง รวมทั้งเพื่อจะขยายอิทธิพลของกลุ่มเพื่อก่อการร้ายในดินแดนเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ด้วย
... in a recent report that Isis have now identified Southeast Asian countries as possible targets for attack as part of the group's strategy for a global caliphate.
... ทำไมทางการพม่าเชื่อว่าเป็นฝีมือชาวโรฮินจาฝ่ายนิยมความรุนแรงฆ่าตำรวจตายไป 9 นาย เมื่อเดือนตุลาคม ที่ผ่านมา ก็เพราะตั้งแต่ปี 2001 นั้นทางการพม่าได้ร่วมมือทางด้านข่าวกรองกับ "อเมริกา" ที่สุดท้ายบอกในตอนนั้นกองกำลังที่ต่อต้านรัฐบาลพม่าแบบรุนแรงนั้น อีกกลุ่ม Arakan Rohingya National Organisation (ARNO), เกี่ยวข้องกับกลุ่ม อัลกออิดะห์ ที่ป่วนรัฐยะไข่อยู่
... After 2001, the Burmese government began sharing intelligence with the U.S. on Rohingya organizations, namely, the Arakan Rohingya National Organisation (ARNO), As one 2002 U.S. cable reports on this unusual intelligence sharing, “Its purpose is probably to draw a connection between Al Qaeda,
... ดังนั้น ถ้ามองในแง่ร้ายรวมทั้งศึกษาจากกรณีเก่าๆ ที่ผ่านมานั้น เราก็สามารถอนุมานได้ว่า "พม่า" ก็กำลังจะเป็นอีกประเทศหนึ่งในอาเซี่ยนที่กำลังถูก "อีแร้ง" ทำให้เกิดความแตกแยกทางศาสนา "สงครามกลางเมือง" เพื่อ "แบ่งแยกแล้วปกครอง" แบบเดียวกับที่เขาทำกับ ฟิลิปปินส์ ไทย มาแล้ว
... และที่สำคัญ หลังจากสี่ห้าปีที่ผ่านมา เอ็ดเวิร์ด สโนเด็นได้มีการเปิดเผยว่า "อเมริกา" นั้นคือผู้ก่อตั้งไอซิส ทำให้ชาวโลกได้เข้าใจอะไรมากขึ้น ว่าหลังฉากนั้นใครที่บงการ "ไอซิส" ทหารรับจ้าง อีกทีหนึ่ง
... เพื่อนบ้านอาจเคยไปร่วมมือทางข่าวราชการลับกับปีศาจ เราควรจะร่วมมือการข่าวกับ "จีน รัสเซีย" จะดีกว่าไหม และที่สำคัญ คนไทยเราทั้ง พุทธและมุสลิม ควรต้องไตร่ตรองข่าวอย่างรอบคอบ อย่าด่วนสรุปเหตุการณ์อะไรง่ายๆ อาจจะมีใครเสี้ยมพวกเราให้แตกแยกกันอยู่ จากแดนไกล
http://europe.newsweek.com/isis-look-recruit-rohingya-musli
http://thediplomat.com/2015/06/the-rohingya-and-islamic-extremism-a-conv...
http://www.bbc.com/news/world-asia-37601928
หมี NHK

Pages

Subscribe to สววท. RSS