ทางรถไฟทางคู่

เมื่อไทยอยู่บนทางสองแพร่ง!

เมื่อไทยอยู่บนทางสองแพร่ง!
โดย สิริอัญญา
วันพุธที่ 1 มีนาคม 2560
ขณะนี้กำลังมีคนเร่งรัดให้ก่อสร้างทางรถไฟทางคู่ ซึ่งเป็นทางกว้าง 1 เมตร กันอย่างขะมักเขม้น จนบางทีทำให้เกิดความงุนงงว่านี่คือโครงการรถไฟทางคู่ที่รัฐบาลไทย-จีน ได้ทำความตกลงกันโดยเป็นระบบรางกว้างมาตรฐาน หรือกว้าง 1.435 เมตร เพื่อเชื่อมกับทางรถไฟสายหลักของโลก
ก็ต้องบอกว่ามีคนต้องการสร้างความมึนงงเช่นนั้นเพื่อจะได้ผลักดันความฉิบหายให้เกิดขึ้นในบ้านเมืองนี้ไม่มีที่สิ้นสุด เพื่อจะได้ธำรงรักษาไว้ซึ่งผลประโยชน์ของผู้ผลิตรถยนต์ของต่างประเทศให้จีรังยั่งยืนไปอีก 200 ปี
ก็บอกให้รู้โดยทั่วกันว่าทางรถไฟทางคู่ที่กำลังจะเร่งรัดกันเป็นทางกว้าง 1 เมตรหรือระบบเมตตะเกตนั้นไม่ใช่ทางรถไฟทางคู่ที่รัฐบาลไทย-จีน ทำความตกลงกันไว้ แต่เป็นระบบรางรถไฟแบบเก่าที่เชื่อมกับทางรถไฟสายหลักของโลกไม่ได้ และจะก่อให้เกิดความฉิบหายใหญ่หลวงแก่ประเทศชาติ
ดังนั้นในโอกาสที่คุณประสาร ไตรรัตน์วรกุล ซึ่งคนทั้งหลายเชื่อว่าเป็นคนดีศรีแผ่นดินมาดูแลเรื่องนี้แล้ว ก็อยากจะตั้งความหวังว่าจะสามารถช่วยชาติบ้านเมืองให้พ้นจากหายนะครั้งนี้ได้
ก็ขอสรุปเป็นสังเขปอีกครั้งหนึ่งว่าระบบรถไฟสายหลักของโลกนั้นเชื่อมตั้งแต่เกาะอังกฤษ เข้ายุโรป เข้ายูเรเซีย มาถึงจีน และไปทางเกาหลี นี่เป็นสายในแนวนอนที่ยาวเหยียดและครอบคลุมประเทศใหญ่ ๆ ทั้งหมด และประเทศส่วนใหญ่ของโลกไว้
โดยมีสายในแนวตั้งสองสาย คือ
หนึ่ง บริเวณพื้นที่ยูเรเซียขึ้นไปทางเหนือ เชื่อมโยงไปยังทุกประเทศของพื้นที่ยูเรเซียนั้น และเชื่อมลงมาทางใต้สู่ตะวันออกกลางเชื่อมโยงไปทั่วตะวันออกกลาง และยังเชื่อมโยงลงล่างไปยังทวีปแอฟริกาด้วย
สอง จากประเทศจีนลงมาที่เมืองคุนหมิง มณฑลยูนนาน แล้วเชื่อมลงใต้ไปสู่ประเทศอาเซียนเป็นสามสาย คือ
สายแรก เชื่อมจากคุนหมิงเข้าสู่พม่า ออกท่าเรือน้ำลึกและเชื่อมไปยังท่าเรือน้ำลึกที่อ่าวเบงกอลของอินเดีย
สายที่สอง เชื่อมจากคุนหมิงเข้าสู่เวียดนามไปออกท่าเรือน้ำลึกของเวียดนามและเชื่อมเข้าไปยังกัมพูชาไปออกท่าเรือของกัมพูชาที่อ่าวไทย
สายที่สาม เชื่อมจากคุนหมิงเข้าสู่ลาว มาที่นครเวียงจันทน์ เข้าสู่หนองคาย เชื่อมมายังนครราชสีมาเข้ากรุงเทพมหานคร และเชื่อมไปยังสุไหงโก-ลก เข้าสู่มาเลเซีย สิงคโปร์ บรูไน และอาจลอดใต้ทะเลไปยังอินโดนีเซีย
เส้นทางรถไฟสายหลักของโลกดังกล่าวนี้เขาเปิดใช้กันเกือบจะทั้งโลกแล้ว ซึ่งใครที่หูไม่หนวกตาไม่บอดก็ย่อมได้ยินได้ทราบข่าวอย่างต่อเนื่อง ทำให้การค้าขายของโลกเชื่อมต่อถึงกันด้วยทางรถไฟอย่างรวดเร็ว
รถไฟสายหลักของโลกดังกล่าวมีทั้งรถขนคนโดยสารอย่างเดียว หรือที่เรียกว่า Hi-Speed Train และรถที่ขนทั้งคนโดยสารและขนทั้งสินค้า ซึ่งเรียกกันว่ารถไฟทางคู่
รถไฟทั้งสองประเภทนี้ใช้รางระบบมาตรฐานเหมือนกัน คือระบบรางกว้าง 1.435 เมตร ไม่มีใครใช้ระบบรางกว้าง 1 เมตร เหมือนกับประเทศไทยที่จำต้องใช้เพราะถูกอังกฤษบังคับในสมัยล่าอาณานิคมกันเลย ดังนั้นถ้าประเทศไทยทำรถไฟรางกว้าง 1 เมตร ก็จะไม่มีทางเชื่อมกับรถไฟสายหลักของโลกได้ ก็จะยืนโดดเดี่ยวเดียวดายเหมือนคนบ้าไปยืนอยู่กลางแดดฉะนั้น
ดังนั้นถ้าหากประเทศไทยจะสร้างรางรถไฟกว้าง 1 เมตร แบบที่เคยถูกบังคับมาแต่เดิมก็คงใช้ได้ภายในประเทศไทย แต่เชื่อมโยงกับใครไม่ได้ และด้วยขนาดรางเช่นนี้ก็จะเป็นรถไฟขบวนเล็ก วิ่งช้า ขนส่งได้น้อย ต้นทุนสูง ก็จะมีผลขาดทุน 3 ปี 5 ปี แสนล้านบาท ดังที่เป็นอยู่มานานหลายทศวรรษแล้ว จนวันนี้ก็ยังแก้กันไม่ตก
ที่สำคัญคือเมื่อทำรถไฟรางกว้าง 1 เมตร ก็จะไม่เป็นที่นิยมใช้เพราะล่าช้า มีความเสี่ยงสูง อันตรายมาก นอกจากกิจการขาดทุนแล้ว ประชาชนก็พึ่งพาไม่ได้ ต้องใช้รถยนต์อยู่เหมือนเดิม ต้องเป็นทาสและประเทศราชของผู้ผลิตรถยนต์เหมือนที่เคยเป็นมากว่า 50 ปีแล้วต่อไป นี่คือหายนะที่จะเกิดขึ้นกับประเทศชาติและประชาชนจากการทำรถไฟทางคู่รางกว้าง 1 เมตร
ที่สำคัญคือสถานการณ์ในวันนี้ประเทศไทยมาถึงทางสองแพร่งแล้ว คือแพร่งแห่งความฉิบหายวายวอด กับแพร่งแห่งความเจริญรุ่งเรือง
แพร่งแห่งความฉิบหายวายวอด คือเดินหน้ารถไฟรางกว้าง 1 เมตร ต่อไป ลงทุนเท่าไหร่ก็ฉิบหายเท่านั้น และจะฉิบหายต่อไปอีกร้อยปีโดยที่จะเชื่อมต่อกับประเทศใดก็ไม่ได้
ส่วนแพร่งแห่งความเจริญรุ่งเรืองนั้น คือการเร่งสร้างทางรถไฟทางคู่ระบบรางมาตรฐานหรือกว้าง 1.435 เมตร เชื่อมกับทางรถไฟสายหลักของโลกเส้น คุนหมิง-เวียงจันทน์ โดยเชื่อมต่อกันที่หนองคาย ซึ่งรัฐบาลไทย-จีน ได้ทำความตกลงกันไว้แล้ว เหลือว่าจะเดินหน้าทำกันเมื่อไร
แต่ตราบใดที่พวกสมุนบริวารกลุ่มผลประโยชน์รถยนต์มีอำนาจในบ้านเมือง ต่อให้ คสช. และรัฐบาลจะเร่งรัดกวดขันอย่างไร คนเหล่านี้ก็จะไม่มีวันดำเนินการ จะโกหกหลอกลวงฉ้อฉลและถ่วงรั้งไว้ทุกวิถีทาง เหมือนดังที่กระทำมาแล้วนับแต่วันที่พลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีรับมอบหมายจากนายกรัฐมนตรีไปทำความตกลงกับรัฐบาลจีน และมีการลงนามระหว่างรัฐเมื่อวันที่ 19 มกราคม 2558
นับจากวันนั้นถึงวันนี้มีแต่เรื่องโกหกหลอกลวงให้มีความหวังลมๆ แล้ง ๆ โดยที่ไม่มีการดำเนินการใด ๆ มิหนำซ้ำกลับจะสร้างความร้าวฉานต่อความสัมพันธ์ไทย-จีนด้วย
ก็ต้องบอกให้รู้กันว่าขณะนี้เส้นทางรถไฟสายหลักของโลกที่เชื่อมจากคุนหมิงสามเส้นทาง ไปยังพม่า ไปยังประเทศลาว และไปยังประเทศเวียดนาม-กัมพูชานั้นกำลังเดินหน้าอย่างรวดเร็ว ภายใน 2-3 ปีจากวันนี้เส้นทางทั้งสามสายจะแล้วเสร็จและเปิดใช้ได้
เส้นทางสามสายนี้แล้วเสร็จใช้ได้เมื่อใด นักท่องเที่ยวจีนและจากทั่วโลกที่จะมาตามเส้นทางสายนี้ก็จะไปพม่า ไปเวียดนาม-กัมพูชา และไปลาวได้อย่างสะดวกสบาย แต่มาประเทศไทยไม่ได้
เส้นทางสามสายนี้แล้วเสร็จใช้ได้เมื่อใด สินค้าเกษตรจากพม่า จากเวียดนาม-กัมพูชา และจากลาว จะสามารถขนส่งเข้าสู่ประเทศจีนได้ในเวลา 3 ชั่วโมง และสามารถขนส่งไปทั่วโลกได้อย่างรวดเร็ว
ในขณะที่สินค้าทั้งสินค้าเกษตรและสินค้าอุตสาหกรรมจากประเทศไทยจะต้องขนไปลงเรือที่ท่าเรือแหลมฉบัง ทางหนึ่งก็อ้อมแหลมญวนไปยังประเทศจีน เกาหลีและญี่ปุ่น ซึ่งต้องใช้เวลาอย่างเร็ว 5 วัน อย่างช้า 8 วัน หรือถ้าไปไกลก็ 15 วันหรือ 20 วัน
อีกทางหนึ่งก็ต้องอ้อมแหลมมาลายูเข้าช่องแคบมะละกา ผ่านมหาสมุทรอินเดีย ผ่านอาฟริกาไปยุโรป
อย่างนี้ไม่ฉิบหายวัน ฉิบหายคืน แล้วจะฉิบหายเมื่อไหร่กันเล่า! ทั้งภาคเกษตรและภาคอุตสาหกรรมของประเทศก็จะพากันฉิบหายวายวอดหมด การลงทุนในนิคมอุตสาหกรรมและภาคส่วนต่าง ๆ ทั้งภาคตะวันออก ภาคตะวันตก และภาคใต้ก็จะฉิบหายวายวอดสิ้น
เส้นทางสายคุนหมิงเชื่อมมายังประเทศอาเซียนสามสายจะแล้วเสร็จและเปิดใช้ได้ใน 3 ปีข้างหน้าเป็นอย่างช้า ถ้าประเทศไทยตัดสินใจเดินหน้าตามสัญญาที่ตกลงกันในวันนี้ ถึงจะล่าช้าไปบ้างก็ยังดีกว่าที่จะเดินไปสูหนทางฉิบหายวายวอด
โอ้พระสยามเทวาธิราชเอย เรื่องนี้ใหญ่หลวงยิ่งนัก ขอพระบารมีพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 5 พระผู้ทรงริเริ่มการรถไฟให้กับประเทศไทยก่อนใคร ได้ดลจิตบันดาลใจให้คนทั้งหลายละวางผลประโยชน์ส่วนตัว เห็นแก่ชาติบ้านเมือง ขับเคลื่อนเรื่องนี้ให้ประสบความสำเร็จเถิด!

จากเพจ:Paisal Puechmongkol วันพุธที่ 1 มีนาคม 2560

Subscribe to RSS - ทางรถไฟทางคู่